ประมวลรหัส ว.
รหัสวิทยุ (โค๊ต ว.) ที่ใช้ติดต่อสื่อสารโดยทั่วไป
--------------------------------------------------------------------------------
รหัส
ความหมาย
ว.0
ขอทราบคำสั่ง…..../ คำสั่ง
ว.00
รอก่อน, คอยก่อน, ให้คอยอยู่
ว.01
สำนักงาน / ที่ทำงาน
ว.02
บ้านพัก, ที่พัก, (สำหรับข้าราชการ / เอกชน)
ว.03
รถยนต์ / พลขับรถยนต์
ว.1
อยู่ที่ไหน ?, อยู่ที่…............,
ว.2
ได้ยินหรือไม่ - ตอบด้วย, ได้ยินแล้ว, รับทราบ
ว.3
ทวนข้อความซ้ำอีกครั้ง (ฟังหรือได้ยินไม่ชัดเจน)
ว.4 ปฏิบัติหน้าที่, ดำเนินการ, ทำงาน , ปฏิบัติภาระกิจ
ว.4 อักษร = กำลังศึกษาอยู่
ว.4 ทางน้ำ = ดื่มสุรา (ก๊งเหล้า)
ถ้าพูดถึงการซื้อขาย หมายถึง จะซื้อ / ขายเท่าไหร่ ?, จะชื้อ / จะขายหรือไม่ ?
ว.5 ความลับ, ราชการลับ, เรื่องลับ, เรื่องที่เปิดเผยไม่ได้
ว.6 ขออนุญาตติดต่อ / โต้ตอบโดยตรงกับ / พูดคุย/ สนทนา
ว.7 ขอความช่วยเหลือ, (มีเหตุคับขัน)
ว.8 ข่าว, ข่าวสาร, ข้อความ
ว.9 มีเหตุฉุกเฉิน - ให้คอยฟังคำสั่ง / รอรับฟังข่าว
ว.10 อยู่ประจำที่ / สถานที่อยู่ในปัจจุบัน
ว.11 หยุกพัก (สามารถติดต่อทางวิทยุได้)
ว.12 หยุกพัก (ติดต่อทางวิทยุไม่ได้)
ว.13 ติดต่อทางโทรศัพท์ / โทรศัพท์ (LAND LINE)
ว.14 เลิกงาน, เลิกตรวจ, เลิก ว. 4, ปิดวิทยุ
ว.15 ให้ไปพบ, มาพบ, พบ…...., เห็น, พบเห็น, พบเจอ
ว.16 สัญญาณวิทยุที่รับได้ / ทดสอบสัญญาณวิทยุ
16-1 = ฟังไม่ชัดเจน จับใจความไม่ได้
16-2 = ไม่ชัดเจน แต่พอรับฟังได้
16-3 = ชัดเจนพอใช้
16-4 = ชัดเจนดี
16-5 = ชัดเจนดีมาก
ว.17 มีอันตราย ห้ามผ่าน (แจ้งสถานที่)
ว.18 นำรถออกทดลองเครื่องยนต์ หรือ รถยนต์เสีย
ว.19 อยู่ในภาวะคับขัน / สถานีถูกยึด / ถูกโจมตี
ว.20 ทำการตรวจค้น - จับกุม สถานที่ / บุคคล,
ว.21 ออกจาก……… / ออกเดินทางจาก…..............
ว.22
ถึง…...............(สถานที่), ไปถึง………..(สถานที่)
ว.23
ผ่าน…..............(ระบุสถานที่) / ถ่ายทอดข้อความ
ว.24
เวลา / เวลา…..............น. , ขอทราบเวลา
ว.25
ไป…… / กำลังไป………….. (ที่หมายปลายทาง)
ว.26
ให้ติดต่อทางวิทยุให้น้อยที่สุด
ว.27
ติดต่อทางโทรพิมพ์
ว.28
ประชุม / มีการประชุม
ว.29
มีราชการ…..…….(เรื่อง), มีธุระ…………....(เรื่อง)
ว.30
จำนวน / ขอทราบจำนวน (คน / สัตว์ / สิ่งของ)
ว.31
เปลี่ยนไปใช้ความถี่ช่องที่ 1 (บ้าน 1)
ว.32
เปลี่ยนไปใช้ความถี่ช่องที่ 2 (บ้าน 2)
ว.33
เปลี่ยนไปใช้ความถี่ช่องที่ 3 (บ้าน 3)
ว.34
เปลี่ยนไปใช้ความถี่ช่องที่ 4 (บ้าน 4)
ว.344
เปลี่ยนไปใช้ความถี่ช่องที่ 5 (บ้าน 5)
ว.35
ให้เตรียมตัวให้พร้อมเพื่อปฏิบัติการ
ว.36
ให้เตรียมพร้อมเต็มอัตรา
ว.37
ให้เตรียมพร้อมครึ่งอัตรา
ว.38
ให้เตรียมพร้อม 1 ใน 3
ว.39
การจราจรคับคั่ง, การจราจรติดขัด (ระบุสถานที่)
ว.40
มีอุบัติเหตุรถชนกัน / มีอุบัติเหตุทางรถยนต์
ว.41
สัญญาณไฟ (จราจร) เสีย
ว.42
ยานพาหนะนำขบวน, จัดพาหนะรับ - ส่ง
ว.43
จุดตรวจ, จุดตรวจยานพาหนะ / ตั้งด่านตรวจ
ว.44
โทรสาร / ติดต่อทางโทรสาร (FAX)
ว.50
รับประทานอาหาร (บางแห่งนิยมใช้ ว.51)
+ 1 = รับประทารอาหารมีเหล้าด้วย (ศัพท์แสลง)
+ 2 = ดื่มเหล้า เคล้านารีด้วย (ศัพท์แสลง)
ว.55
ให้งดการติดต่อ / ให้อำนวยความสะดวก
ว.60
ญาติ, พี่น้อง, เพื่อน, สมาชิก เช่น 60 ผู้ใหญ่
ว.61
ขอบคุณ/สวัสดี /อรุณสวัสดิ์ /ราตรีสวัสดิ์ /บ๊ายบาย
ว.62
สิ่งของ
ว.63
บ้านพักข้าราชการ, บ้านพักพนักงาน, ที่พัก
ว.64
ธุระส่วนตัว, ภาระกิจส่วนตัว, เรื่องส่วนตัว
ว.65
เรือต่างประเทศ
ว.66
เรือราชการ
ว.67
พร้อมกัน
ว.68
ขอทวนข้อความตั้งแต่……… ถึง…………………
ว.69
จบข้อความ, จบ ว. 8, จบข่าว / หมดข้อความ
ว.70
ผู้ส่งข่าว
ว.71
ผู้รับข่าว
ว.72 ทราบ......………..เลิก
ว.73 ช่วยติดต่อ.............ให้
ว.74 มีข่าว.....................หรือไม่ ?
ว.75 ไม่มีข่าว
ว.81 หยุดพักผ่อน
ว.82 งดติดต่อทางวิทยุทุกช่อง / ให้งดการติดต่อทางวิทยุทุกช่อง
ว.83 เปลี่ยนความถี่ไปที่.......................
ว.99 ห้ามยุ่งเกี่ยว / โปรดอย่ายุ่งเกี่ยว (ไม่ค่อยนิยมใช้กัน)
ว.100 ขอโทษ / ขออภัย / ขออโหสิ (บางแห่งใช้ ว.108)
ว.101 ที่ทำงาน / สำนักงาน / OFFICE (ไม่ค่อยนิยมใช้นัก)
ว.108 ขอโทษ, ขออภัย, ขออโหสิ (บางแห่งนิยมใช้ ว.100 )
ที่มา : หนังสือวารสาร ว. 5
ประมวลรหัสแจ้งเหตุทางวิทยุสื่อสาร (ว.)
--------------------------------------------------------------------------------
รหัส ว ความหมาย
เหตุ 100 มีเหตุประทุษร้ายต่อทรัพย์สิน
เหตุ 111 ลักทรัพย์
เหตุ 121 วิ่งราวทรัพย์
เหตุ 131 ชิงทรัพย์
เหตุ 141 ปล้นทรัพย์
เหตุ 200 มีเหตุประทุษร้ายต่อร่างกาย
เหตุ 201 เพลิงไหม้หญ้า
เหตุ 202 ไฟฟ้าลัดวงจร
เหตุ 203 เพลิงไหม้ยานพาหนะ
เหตุ 204 ไฟไหม้ชุมชน อาคาร ตึกแถว บ้านเรือน
เหตุ 205 เพลิงไหม้สถานเชื้อเพลิงต่าง ๆ สารเคมี
เหตุ 206 เพลิงไหม้อาคารสูง อาคารขนาดใหญ่
เหตุ 211 ทำร้ายร่างกาย ไม่ได้รับบาดเจ็บ
เหตุ 221 ทำร้ายร่างกาย ได้รับบาดเจ็บ
เหตุ 231 ทำร้ายร่างกาย ได้รับบาดเจ็บสาหัส
เหตุ 241 มีเหตุฆ่าคนตาย / ฆ่ากันตาย
เหตุ 300 การพนันเป็นบ่อน / การพนัน / เล่นการพนัน
เหตุ 350 เมาสุราอาละวาด
เหตุ 360 ยาเสพติด
เหตุ 501 การบริการน้ำ ยกรถ ตัดต้นไม้
เหตุ 502 ขนส่งผู้ป่วย
เหตุ 503 สาธารณภัย ทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ
เหตุ 510 วัตถุต้องสงสัยเกี่ยวกับระเบิด
เหตุ 511 พบวัตถุระเบิดได้ระเบิดแล้ว,ได้เกิดระเบิดขึ้นแล้ว
เหตุ 512 วัตถุระเบิดได้ตรวจสอบแล้ว ไม่ระเบิด
เหตุ 600 นักเรียนกำลังจะก่อเหตุทะเลาะวิวาท
เหตุ 601 นักเรียนรวมกลุ่มซึ่งมีสิ่งบอกเหตุเชื่อว่าจะก่อเหตุ
เหตุ 602 นักเรียนก่อเหตุและได้หลบหนีไปแล้ว
เหตุ 603 นักเรียนก่อเหตุยกพวกทำร้ายกันและกัน
เหตุ 604 นักเรียนก่อเหตุยกพวกทำร้ายกันและกันถึงตาย
เหตุ 605 นักเรียนก่อเหตุยกพวกทำร้ายกันมีวัตถุระเบิด
เปิดบัญชีซื้อขายหุ้นผ่านอินเตอร์เน็ตได้ที่นี่
ซื้อขายหุ้นผ่านอินเทอร์เน็ต ง่ายแค่คลิก ข่าวสารตลาดหลักทรัพย์ ข้อมูลหุ้นเด็ด ส่งถึงอีเมลล์ ฟรี
วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553
บล.กรุงศรีอยุธยา:CCETแนะนำ “ซื้อ” มูลค่าพื้นฐานปี 54 ที่ 4.7 บาท
การขยายโรงงานใหม่สร้างโอกาสการเติบโต
ปรับขึ้นคำแนะนำเป็น “ซื้อ” และปรับเพิ่มมูลค่าพื้นฐานขึ้น 27% จากเดิมเป็น 4.7
บาท โดยใช้คาดการณ์กำไรต่อหุ้นปี 54 ในการกำหนดมูลค่า ซึ่งเราได้ปรับเพิ่มประมาณการ
กำไรปี 53 และ 54 ขึ้น 7-13% จากเดิม ด้วยความสามารถในการทำกำไรที่สูงขึ้นจากการออก
ผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมถึงการขยายโรงงานในไทยและมาเลเซียจะช่วยรองรับการเติบโตต่อเนื่องใน
2 ปีข้างหน้า กอปรกับมีโอกาสปรับเพิ่มประมาณการกำไรในอนาคต หากแผนการขยายโรงงาน
แห่งใหม่ในไทยและมาเลเซีย และแผนการขยายการลงทุนในแนวดิ่ง (Vertical Integration)
ได้รับการเปิดเผยรายละเอียด
โอกาสเติบโตหลังปี 53 ชัดเจน
เรามีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อแนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 54-55 ที่มีทิศทาง
การเติบโตที่ชัดเจนขึ้น ด้วยปัจจัยสนับสนุน
1) การขยายโรงงานจะสนับสนุนการเติบโตต่อเนื่องของยอดขาย แม้ปัจจุบันโรงงาน
ทั้ง 3 แห่งที่มีอยู่ (2 แห่งในไทย 1 แห่งในจีน) มีระดับการใช้กำลังการผลิตกว่า 87% และคาดจะ
เข้าสู่ระดับเต็มกำลังการผลิตใน 1H54 แต่ CCET มีแผนการขยายโรงงานอย่างต่อเนื่อง โดย
มีแผนลงทุน 800 ล้านบาทสร้างโรงงานแห่งใหม่ใกล้โรงงานที่มหาชัย ในงบลงทุนกว่า 800
ล้านบาทคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างโรงงาน ติดตั้งเครื่องจักรและผลิตเชิงพาณิชย์ได้ก่อนสิ้นปี 54
(ซื้อที่ดินไว้แล้วจำนวน 13 ไร่ เราคาดจะใช้เวลาก่อสร้างโรงงาน 6-8 เดือนและติดตั้งเครื่องจักร
อีก 2-3 เดือน) นอกจากนี้ยังมีการขยายโรงงานในมาเลเซียด้วยงบลงทุน 325 ล้านบาท ปัจจุบัน
อยู่ระหว่างการทดสอบเครื่องจักร ซึ่งเราคาดว่าจะผลิตเชิงพาณิชย์ได้ภายใน 4Q53 เราเชื่อว่าโรง
งานแห่งใหม่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของยอดขายระดับปัจจุบัน (คาดการณ์ปี 53) ไม่ต่ำกว่าปีละ
10% ในปี 54-55 เมื่อประเมินจากเม็ดเงินลงทุนเทียบกับการลงทุนในอดีต และที่ผ่านมา
CCET มักตัดสินใจขยายกำลังการผลิตเมื่อมีคำสั่งซื้อล่วงหน้าเพียงพอ
2) ส่วนผสมผลิตภัณฑ์ดีขึ้น อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษี (EBITDA margin)
ของ CCET ใน 2Q53 เติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 ติตต่อกันที่ระดับ 4.96% และเป็นระดับ
ที่สูงสุดในรอบ 20 ไตรมาสคาดว่ามีสาเหตุหลักจากการปรับปรุงส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ เนื่องจาก
เริ่มออกผลิตภัณฑ์ใหม่จำพวก Hard Disk และผลิตภัณฑ์ Telecom ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่า
ค่าเฉลี่ย นอกจากนี้เราเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ที่โรงงานมาเลเซียจะมีอัตรากำไรขั้นต้นไม่ต่ำกว่าค่า
เฉลี่ยในปัจจุบันเนื่องจากเป็นโครงการเฉพาะที่ทำให้กับลูกค้ารายใหญ่ในลักษณะ ODM (จะได้
ค่าออกแบบ เพิ่มเติมจากค่ารับจ้างประกอบเช่นธุรกิจ OEM)
3) ลดต้นทุนการผลิตจากการขยายตัวในแนวดิ่ง (Vertical Integration) ตั้งแต่ต้นปีที่
ผ่านมา CCET มีพัฒนาการที่สำคัญคือการเข้าลงทุน 94.5% ใน Avaplus (ผู้ผลิตแม่พิมพ์
ชิ้นส่วนพลาสติก เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์ อยู่ระหว่างการทำคำเสนอซื้อหุ้นส่วนที่
เหลือเพื่อเพิกถอนจากการเป็นบริษัทจดทะเบียน) และลงทุน 16.7% ใน MCE ซึ่งคาดจะเพิ่ม
เป็น 30% ในอนาคต (ผู้ผลิตแม่พิมพ์และชิ้นส่วนโลหะเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น
สิงคโปร์) เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การขยายตัวในแนวดิ่ง ซึ่งเราคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ใน
อนาคต แม้จะมีมูลค่าเงินลงทุนเบื้องต้นรวมกันเพียง 605 ล้านบาท (30% ของงบลงทุนปี 53)
แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่ปี 50 (ไม่รวมการลงทุนในจีน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการ
ลงทุนโรงงานประกอบที่เป็นลักษณะ OEM เหมือนธุรกิจหลัก) เนื่องจากยังไม่ได้รับการเปิดเผย
ข้อมูลอย่างเพียงพอ อาทิเช่นโรงานแห่งใหม่ ยังไม่ทราบรายละเอียดผลิตภัณฑ์ คาดการณ์ยอด
ขาย โครงสร้างต้นทุนในพัฒนาการข้างต้น ขณะที่การลงทุนเพื่อการขยายตัวในแนวดิ่ง ยังไม่
ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับ Synergy และผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการลงทุนครั้งนี้ เรา
จึงไม่ได้รวมไว้ในประมาณการกำไรของเรา และเชื่อว่ามีโอกาสปรับเพิ่มประมาณการในอนาคต
ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 53 และ 54 ขึ้น 7% และ 13% จากประมาณการเดิม
สมมติฐานใหม่ของเราสะท้อน 1) อัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นกว่าสมมติฐานเดิมจากการ
ปรับปรุงส่วนผสมผลิตภัณฑ์ 2) มุมมองเชิงอนุรักษ์มากขึ้นต่อแนวโน้มยอดขายเนื่องจากปัจจุบัน
ทั้ง 3 โรงงานใกล้เต็มการผลิต โดยคาดว่าจะเริ่มเต็มกำลังการผลิตใน 1H54 ซึ่งคาดว่าจะทำให้
ยอดขายปี 54 เติบโตเพียง 10% จากปีนี้ 3) ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายที่เพิ่ม
ขึ้นจากการเพิ่มบุคคลากรและค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา ซึ่งปรากฏว่า CCET มีค่าใช้จ่าย
ในการขายและบริหารสูงถึง 1,255 ล้านบาท (+40%HoH) ในช่วง 1H53 และเราคาดว่าจะทรง
ตัวระดับนี้ต่อเนื่องในปี 54 เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายคงที่
คาดกำไร 3Q53 จะอ่อนตัวเล็กน้อย QoQ จากส่วนผสมผลิตภัณฑ์
เราประมาณการกำไรจากการดำเนินงาน 3Q53 ที่ระดับ 542 ล้านบาท (-3%QoQ,
+25%YoY) จากสมมติฐานยอดขายเติบโต 4%QoQ ตามปัจจัยฤดูกาล แต่อัตรากำไรขั้นต้นจะ
ลดลงจาก 2Q53 จากส่วนผสมผลิตภัณฑ์ และคาดว่ากำไรจะชะลอตัวลงต่อเนื่อง QoQ ใน
4Q53 (ประเมินเบื้องต้นที่ระดับ 447 ล้านบาท) เนื่องจากคำสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ Telecom ที่มี
อัตรากำไรขั้นต้นสูงจะลดลงตามปัจจัยฤดูกาล ทำให้กดดันทั้งยอดขายและอัตรากำไรใน 4Q53
อย่างไรก็ตามเนื่องจาก CCET มีการประกาศยอดขายรายเดือนในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนถัด
ไป จึงคาดว่าความผันผวนของผลการดำเนินงานรายไตรมาสที่มีต่อราคาหุ้นจะจำกัด
คาด Dilution effect ปี 53 ที่ 14% จากการเพิ่มทุนและแปลงวอแรนท์
คาดกำไรต่อหุ้น Fully diluted ปี 53 (ไม่รวม FX) จะเติบโต 18% ที่ระดับ 0.44 บาท
เนื่องจาก 14% Dilution effect จากการแปลง CCET-W2 ครั้งสุดท้ายที่เหลืออยู่ 111.5 ล้าน
หน่วย ซี่งจะหมดอายุเดือนก.ย.ปีนี้ และการเพิ่มทุน Taiwan Depository Receipts (TDR)
จำนวนไม่เกิน 400 ล้านหุ้นที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ทั้ง 2 ประเด็นจึงไม่น่ามีนัยต่อราคาหุ้น
ปรับขึ้นคำแนะนำเป็น “ซื้อ” ด้วยมูลค่าพื้นฐานปี 54 ที่ระดับ 4.7 บาท (9.5x P/E)
คำแนะนำของเราสะท้อนโอกาสเติบโตของผลการดำเนินงานปี 54-55 รวมถึงโอกาสปรับ
เพิ่มประมาณการกำไรจากการขยายโรงงานและการลดต้นทุนจากการขยายการลงทุนในแนวดิ่ง
และปรับมูลค่าพื้นฐานขึ้นจากเดิม 27% ที่ระดับ 4.7 บาทต่อหุ้น โดยประเมินมูลค่าพื้นฐานตาม
P/E เป้าหมายที่ 9.5 เท่า ระดับที่ซื้อขายสูงสุดในรอบ 12 เดือน โดยใช้กำไรต่อหุ้นปี 54 ในการ
ประเมินมูลค่า ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ระดับ P/E และ P/BV เพียง 8.6 และ 1.0 เท่าตามลำดับ
ซึ่งถูกกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม
ปัจจัยเสี่ยง
โครงสร้างหลักของ CCET ยังเป็นธุรกิจรับจ้างผลิต (EMS/OEM) ที่มีอัตรากำไรขั้นต้น
ต่ำ และการแข่งขันที่รุนแรงเมื่อเทียบกับผู้เล่นในกลุ่ม (HANA, DELTA) ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อ
ประมาณการของเรา อยู่ที่แนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้นที่มักจะลดลงเมื่อคำสั่งซื้อเร่งตัวขึ้น อย่างไรก็
ตามเชื่อว่าการเติบโตของยอดขายจะทำให้เกิดการประหยัดขนาดและสามารถชดเชยแนวโน้มลด
ลงของอัตรากำไรได้ ขณะเดียวกันหากกลยุทธ์การลดต้นทุนโดยอาศัย Synergy ที่เกิดจากการลง
ทุนในแนวดิ่งประสบความสำเร็จ เชื่อว่า CCET จะมีโครงสร้างต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไป และจะ
สามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ในระยะยาว
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/08/10 เวลา 9:33:34
ปรับขึ้นคำแนะนำเป็น “ซื้อ” และปรับเพิ่มมูลค่าพื้นฐานขึ้น 27% จากเดิมเป็น 4.7
บาท โดยใช้คาดการณ์กำไรต่อหุ้นปี 54 ในการกำหนดมูลค่า ซึ่งเราได้ปรับเพิ่มประมาณการ
กำไรปี 53 และ 54 ขึ้น 7-13% จากเดิม ด้วยความสามารถในการทำกำไรที่สูงขึ้นจากการออก
ผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมถึงการขยายโรงงานในไทยและมาเลเซียจะช่วยรองรับการเติบโตต่อเนื่องใน
2 ปีข้างหน้า กอปรกับมีโอกาสปรับเพิ่มประมาณการกำไรในอนาคต หากแผนการขยายโรงงาน
แห่งใหม่ในไทยและมาเลเซีย และแผนการขยายการลงทุนในแนวดิ่ง (Vertical Integration)
ได้รับการเปิดเผยรายละเอียด
โอกาสเติบโตหลังปี 53 ชัดเจน
เรามีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อแนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 54-55 ที่มีทิศทาง
การเติบโตที่ชัดเจนขึ้น ด้วยปัจจัยสนับสนุน
1) การขยายโรงงานจะสนับสนุนการเติบโตต่อเนื่องของยอดขาย แม้ปัจจุบันโรงงาน
ทั้ง 3 แห่งที่มีอยู่ (2 แห่งในไทย 1 แห่งในจีน) มีระดับการใช้กำลังการผลิตกว่า 87% และคาดจะ
เข้าสู่ระดับเต็มกำลังการผลิตใน 1H54 แต่ CCET มีแผนการขยายโรงงานอย่างต่อเนื่อง โดย
มีแผนลงทุน 800 ล้านบาทสร้างโรงงานแห่งใหม่ใกล้โรงงานที่มหาชัย ในงบลงทุนกว่า 800
ล้านบาทคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างโรงงาน ติดตั้งเครื่องจักรและผลิตเชิงพาณิชย์ได้ก่อนสิ้นปี 54
(ซื้อที่ดินไว้แล้วจำนวน 13 ไร่ เราคาดจะใช้เวลาก่อสร้างโรงงาน 6-8 เดือนและติดตั้งเครื่องจักร
อีก 2-3 เดือน) นอกจากนี้ยังมีการขยายโรงงานในมาเลเซียด้วยงบลงทุน 325 ล้านบาท ปัจจุบัน
อยู่ระหว่างการทดสอบเครื่องจักร ซึ่งเราคาดว่าจะผลิตเชิงพาณิชย์ได้ภายใน 4Q53 เราเชื่อว่าโรง
งานแห่งใหม่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของยอดขายระดับปัจจุบัน (คาดการณ์ปี 53) ไม่ต่ำกว่าปีละ
10% ในปี 54-55 เมื่อประเมินจากเม็ดเงินลงทุนเทียบกับการลงทุนในอดีต และที่ผ่านมา
CCET มักตัดสินใจขยายกำลังการผลิตเมื่อมีคำสั่งซื้อล่วงหน้าเพียงพอ
2) ส่วนผสมผลิตภัณฑ์ดีขึ้น อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษี (EBITDA margin)
ของ CCET ใน 2Q53 เติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 ติตต่อกันที่ระดับ 4.96% และเป็นระดับ
ที่สูงสุดในรอบ 20 ไตรมาสคาดว่ามีสาเหตุหลักจากการปรับปรุงส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ เนื่องจาก
เริ่มออกผลิตภัณฑ์ใหม่จำพวก Hard Disk และผลิตภัณฑ์ Telecom ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่า
ค่าเฉลี่ย นอกจากนี้เราเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ที่โรงงานมาเลเซียจะมีอัตรากำไรขั้นต้นไม่ต่ำกว่าค่า
เฉลี่ยในปัจจุบันเนื่องจากเป็นโครงการเฉพาะที่ทำให้กับลูกค้ารายใหญ่ในลักษณะ ODM (จะได้
ค่าออกแบบ เพิ่มเติมจากค่ารับจ้างประกอบเช่นธุรกิจ OEM)
3) ลดต้นทุนการผลิตจากการขยายตัวในแนวดิ่ง (Vertical Integration) ตั้งแต่ต้นปีที่
ผ่านมา CCET มีพัฒนาการที่สำคัญคือการเข้าลงทุน 94.5% ใน Avaplus (ผู้ผลิตแม่พิมพ์
ชิ้นส่วนพลาสติก เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์ อยู่ระหว่างการทำคำเสนอซื้อหุ้นส่วนที่
เหลือเพื่อเพิกถอนจากการเป็นบริษัทจดทะเบียน) และลงทุน 16.7% ใน MCE ซึ่งคาดจะเพิ่ม
เป็น 30% ในอนาคต (ผู้ผลิตแม่พิมพ์และชิ้นส่วนโลหะเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น
สิงคโปร์) เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การขยายตัวในแนวดิ่ง ซึ่งเราคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ใน
อนาคต แม้จะมีมูลค่าเงินลงทุนเบื้องต้นรวมกันเพียง 605 ล้านบาท (30% ของงบลงทุนปี 53)
แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่ปี 50 (ไม่รวมการลงทุนในจีน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการ
ลงทุนโรงงานประกอบที่เป็นลักษณะ OEM เหมือนธุรกิจหลัก) เนื่องจากยังไม่ได้รับการเปิดเผย
ข้อมูลอย่างเพียงพอ อาทิเช่นโรงานแห่งใหม่ ยังไม่ทราบรายละเอียดผลิตภัณฑ์ คาดการณ์ยอด
ขาย โครงสร้างต้นทุนในพัฒนาการข้างต้น ขณะที่การลงทุนเพื่อการขยายตัวในแนวดิ่ง ยังไม่
ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับ Synergy และผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการลงทุนครั้งนี้ เรา
จึงไม่ได้รวมไว้ในประมาณการกำไรของเรา และเชื่อว่ามีโอกาสปรับเพิ่มประมาณการในอนาคต
ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 53 และ 54 ขึ้น 7% และ 13% จากประมาณการเดิม
สมมติฐานใหม่ของเราสะท้อน 1) อัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นกว่าสมมติฐานเดิมจากการ
ปรับปรุงส่วนผสมผลิตภัณฑ์ 2) มุมมองเชิงอนุรักษ์มากขึ้นต่อแนวโน้มยอดขายเนื่องจากปัจจุบัน
ทั้ง 3 โรงงานใกล้เต็มการผลิต โดยคาดว่าจะเริ่มเต็มกำลังการผลิตใน 1H54 ซึ่งคาดว่าจะทำให้
ยอดขายปี 54 เติบโตเพียง 10% จากปีนี้ 3) ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายที่เพิ่ม
ขึ้นจากการเพิ่มบุคคลากรและค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา ซึ่งปรากฏว่า CCET มีค่าใช้จ่าย
ในการขายและบริหารสูงถึง 1,255 ล้านบาท (+40%HoH) ในช่วง 1H53 และเราคาดว่าจะทรง
ตัวระดับนี้ต่อเนื่องในปี 54 เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายคงที่
คาดกำไร 3Q53 จะอ่อนตัวเล็กน้อย QoQ จากส่วนผสมผลิตภัณฑ์
เราประมาณการกำไรจากการดำเนินงาน 3Q53 ที่ระดับ 542 ล้านบาท (-3%QoQ,
+25%YoY) จากสมมติฐานยอดขายเติบโต 4%QoQ ตามปัจจัยฤดูกาล แต่อัตรากำไรขั้นต้นจะ
ลดลงจาก 2Q53 จากส่วนผสมผลิตภัณฑ์ และคาดว่ากำไรจะชะลอตัวลงต่อเนื่อง QoQ ใน
4Q53 (ประเมินเบื้องต้นที่ระดับ 447 ล้านบาท) เนื่องจากคำสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ Telecom ที่มี
อัตรากำไรขั้นต้นสูงจะลดลงตามปัจจัยฤดูกาล ทำให้กดดันทั้งยอดขายและอัตรากำไรใน 4Q53
อย่างไรก็ตามเนื่องจาก CCET มีการประกาศยอดขายรายเดือนในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนถัด
ไป จึงคาดว่าความผันผวนของผลการดำเนินงานรายไตรมาสที่มีต่อราคาหุ้นจะจำกัด
คาด Dilution effect ปี 53 ที่ 14% จากการเพิ่มทุนและแปลงวอแรนท์
คาดกำไรต่อหุ้น Fully diluted ปี 53 (ไม่รวม FX) จะเติบโต 18% ที่ระดับ 0.44 บาท
เนื่องจาก 14% Dilution effect จากการแปลง CCET-W2 ครั้งสุดท้ายที่เหลืออยู่ 111.5 ล้าน
หน่วย ซี่งจะหมดอายุเดือนก.ย.ปีนี้ และการเพิ่มทุน Taiwan Depository Receipts (TDR)
จำนวนไม่เกิน 400 ล้านหุ้นที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ทั้ง 2 ประเด็นจึงไม่น่ามีนัยต่อราคาหุ้น
ปรับขึ้นคำแนะนำเป็น “ซื้อ” ด้วยมูลค่าพื้นฐานปี 54 ที่ระดับ 4.7 บาท (9.5x P/E)
คำแนะนำของเราสะท้อนโอกาสเติบโตของผลการดำเนินงานปี 54-55 รวมถึงโอกาสปรับ
เพิ่มประมาณการกำไรจากการขยายโรงงานและการลดต้นทุนจากการขยายการลงทุนในแนวดิ่ง
และปรับมูลค่าพื้นฐานขึ้นจากเดิม 27% ที่ระดับ 4.7 บาทต่อหุ้น โดยประเมินมูลค่าพื้นฐานตาม
P/E เป้าหมายที่ 9.5 เท่า ระดับที่ซื้อขายสูงสุดในรอบ 12 เดือน โดยใช้กำไรต่อหุ้นปี 54 ในการ
ประเมินมูลค่า ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ระดับ P/E และ P/BV เพียง 8.6 และ 1.0 เท่าตามลำดับ
ซึ่งถูกกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม
ปัจจัยเสี่ยง
โครงสร้างหลักของ CCET ยังเป็นธุรกิจรับจ้างผลิต (EMS/OEM) ที่มีอัตรากำไรขั้นต้น
ต่ำ และการแข่งขันที่รุนแรงเมื่อเทียบกับผู้เล่นในกลุ่ม (HANA, DELTA) ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อ
ประมาณการของเรา อยู่ที่แนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้นที่มักจะลดลงเมื่อคำสั่งซื้อเร่งตัวขึ้น อย่างไรก็
ตามเชื่อว่าการเติบโตของยอดขายจะทำให้เกิดการประหยัดขนาดและสามารถชดเชยแนวโน้มลด
ลงของอัตรากำไรได้ ขณะเดียวกันหากกลยุทธ์การลดต้นทุนโดยอาศัย Synergy ที่เกิดจากการลง
ทุนในแนวดิ่งประสบความสำเร็จ เชื่อว่า CCET จะมีโครงสร้างต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไป และจะ
สามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ในระยะยาว
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/08/10 เวลา 9:33:34
บล.กิมเอ็ง : GRAMMY แนะนำถือ ราคาเป้าหมายอยู่ที่ 15.30 บาท
ปรับลดประมาณการสะท้อนกำไรที่ชะลอตัว
กำไรปกติในไตรมาส 2/53 ลดลง 25% yoy เป็น 118 ล้านบาทเนื่องจากเหตุการณ์
ความไม่สงบซึ่งส่งผลกระทบต่อกิจกรรมด้านบันเทิง เรามีการปรับลดประมาณการกำไรปีนี้และปี
หน้าลง 19% และ 17% ตามลำดับ โดยคาดว่าธุรกิจเพลงจะยังคงชะลอตัวแต่ธุรกิจโทรทัศน์
โทรทัศน์ดาวเทียม และ การจัดกิจกรรมการตลาดจะยังเติบโต ราคาเป้าหมายอยู่ที่ 15.30 บาท
อ้างอิง PER ปี 2554 ที่ 15 เท่า แนะนำ ถือ
กำไรปกติลดลง 25% yoy เป็น 118 ล้านบาท
GRAMMY มีกำไรสุทธิไตรมาส 2/53 เท่ากับ 118 ล้านบาทลดลง 43% yoy หาก
ไม่รวมรายการพิเศษทางภาษีในไตรมาส 2/52 กำไรของบริษัทลดลง 25% yoy มีสาเหตุมาจาก
เหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองซึ่งส่งผลต่อกิจกรรมด้าน บันเทิงไม่ว่าจะเป็น คอนเสิร์ต การ
แสดง และ งานจ้างศิลปิน อีกทั้งรายได้จากธุรกิจเพลงก็ปรับตัวลดลงจากการชะลอวางแผงอัลบั้ม
ใหม่ของ ศิลปินหลัก ส่วนธุรกิจที่ยังเติบโต ได้แก่ ธุรกิจโทรทัศน์ ซึ่งเป็นผลมาจากรายการได้รับ
ความนิยมมากขึ้น (ละครและซิทคอม) และการปรับขึ้นค่าโฆษณาบางรายการขณะที่ธุรกิจทีวีดาว
เทียมก็สร้างรายได้ เพิ่มขึ้นอย่างมาก รายได้จากการจัดกิจกรรมการตลาดเติบโตเล็กน้อยโดยมี
รายได้ประมาณ 130 ล้านบาทจากงาน World Expo ที่เซี่ยงไฮ้
คาดผลประกอบการทรงตัวในครึ่งหลังของปี
เรามีการปรับลดประมาณการกำไรในปีนี้และปีหน้า 19% และ 17% ตามลำดับเนื่อง
จากกำไรในครึ่งแรกของปีนี้คิดเป็นเพียง 40% ของกำไรที่คาดไว้เดิมประกอบกับในครึ่งหลังผล
ประกอบการคาดว่าทรงตัวเมื่อ เทียบกับครึ่งแรก ธุรกิจเพลงยังไม่มีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจนขณะที่
ธุรกิจดิจิตอล (ดาวน์โหลดเพลง/เสียงรอสาย) ชะลอการเติบโตลงหลังจากขยาวตัวสูงในปีก่อน
อย่างไรก็ดีหลังจากสถานการณ์การเมืองคลี่คลายลงคาดว่าจะมีกิจกรรมด้าน บันเทิงมากขึ้น เช่น
คอนเสิร์ต และ การจัดกิจกรรมการตลาด อีกทั้ง GRAMMY จะมีภาพยนตร์เข้าฉาย 3 เรื่อง
(จากในครึ่งปีแรกที่มีเพียง 1 เรื่อง) ส่วนธุรกิจโทรทัศน์น่าจะเติบโตได้ต่อเนื่องจากอัตราการใช้
เวลาโฆษณาที่หนา แน่นตามการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมโฆษณา ธุรกิจที่มีอัตราเติบโตสูงคือทีวี
ดาวเทียม 4 ช่องซึ่งสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งโดยบริษัทคาดว่าจะถึงจุดคุ้มทุน ภายใน
ปลายปีนี้ สำหรับการสร้างสตูดิโอและการออกอากาศ Bird Animation เลื่อนไปเป็นปีหน้า หลัง
ปรับประมาณการคาดว่ากำไรปกติปีนี้จะลดลง 9% เป็น 464 ล้านบาท (0.87 บาท/หุ้น) แต่จะฟื้น
ตัวขึ้น 17% เป็น 541 ล้านบาท (1.02 บาท/หุ้น) ในปีหน้าจากการขยายตัวของธุรกิจโทรทัศน์
โทรทัศน์ดาวเทียม และ การจัดกิจกรรมการตลาด
จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.40 บาท/หุ้น
ฐานะการ เงินยังคงแข็งแกร่งโดยมีฐานะเป็นเงินสดสุทธิ (Net cash) บริษัทประกาศ
จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.40 บาท/หุ้น (XD 24 ส.ค.) ซึ่งคิดเป็นอัตราผลตอบแทนครึ่งปีที่
2.6% เราประเมินราคาเป้าหมายของ GRAMMY เท่ากับ 15.30 บาทจากการอ้างอิง PER ปี
2554 ที่ 15 เท่า แนะนำ ถือ
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/08/10 เวลา 9:25:43
กำไรปกติในไตรมาส 2/53 ลดลง 25% yoy เป็น 118 ล้านบาทเนื่องจากเหตุการณ์
ความไม่สงบซึ่งส่งผลกระทบต่อกิจกรรมด้านบันเทิง เรามีการปรับลดประมาณการกำไรปีนี้และปี
หน้าลง 19% และ 17% ตามลำดับ โดยคาดว่าธุรกิจเพลงจะยังคงชะลอตัวแต่ธุรกิจโทรทัศน์
โทรทัศน์ดาวเทียม และ การจัดกิจกรรมการตลาดจะยังเติบโต ราคาเป้าหมายอยู่ที่ 15.30 บาท
อ้างอิง PER ปี 2554 ที่ 15 เท่า แนะนำ ถือ
กำไรปกติลดลง 25% yoy เป็น 118 ล้านบาท
GRAMMY มีกำไรสุทธิไตรมาส 2/53 เท่ากับ 118 ล้านบาทลดลง 43% yoy หาก
ไม่รวมรายการพิเศษทางภาษีในไตรมาส 2/52 กำไรของบริษัทลดลง 25% yoy มีสาเหตุมาจาก
เหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองซึ่งส่งผลต่อกิจกรรมด้าน บันเทิงไม่ว่าจะเป็น คอนเสิร์ต การ
แสดง และ งานจ้างศิลปิน อีกทั้งรายได้จากธุรกิจเพลงก็ปรับตัวลดลงจากการชะลอวางแผงอัลบั้ม
ใหม่ของ ศิลปินหลัก ส่วนธุรกิจที่ยังเติบโต ได้แก่ ธุรกิจโทรทัศน์ ซึ่งเป็นผลมาจากรายการได้รับ
ความนิยมมากขึ้น (ละครและซิทคอม) และการปรับขึ้นค่าโฆษณาบางรายการขณะที่ธุรกิจทีวีดาว
เทียมก็สร้างรายได้ เพิ่มขึ้นอย่างมาก รายได้จากการจัดกิจกรรมการตลาดเติบโตเล็กน้อยโดยมี
รายได้ประมาณ 130 ล้านบาทจากงาน World Expo ที่เซี่ยงไฮ้
คาดผลประกอบการทรงตัวในครึ่งหลังของปี
เรามีการปรับลดประมาณการกำไรในปีนี้และปีหน้า 19% และ 17% ตามลำดับเนื่อง
จากกำไรในครึ่งแรกของปีนี้คิดเป็นเพียง 40% ของกำไรที่คาดไว้เดิมประกอบกับในครึ่งหลังผล
ประกอบการคาดว่าทรงตัวเมื่อ เทียบกับครึ่งแรก ธุรกิจเพลงยังไม่มีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจนขณะที่
ธุรกิจดิจิตอล (ดาวน์โหลดเพลง/เสียงรอสาย) ชะลอการเติบโตลงหลังจากขยาวตัวสูงในปีก่อน
อย่างไรก็ดีหลังจากสถานการณ์การเมืองคลี่คลายลงคาดว่าจะมีกิจกรรมด้าน บันเทิงมากขึ้น เช่น
คอนเสิร์ต และ การจัดกิจกรรมการตลาด อีกทั้ง GRAMMY จะมีภาพยนตร์เข้าฉาย 3 เรื่อง
(จากในครึ่งปีแรกที่มีเพียง 1 เรื่อง) ส่วนธุรกิจโทรทัศน์น่าจะเติบโตได้ต่อเนื่องจากอัตราการใช้
เวลาโฆษณาที่หนา แน่นตามการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมโฆษณา ธุรกิจที่มีอัตราเติบโตสูงคือทีวี
ดาวเทียม 4 ช่องซึ่งสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งโดยบริษัทคาดว่าจะถึงจุดคุ้มทุน ภายใน
ปลายปีนี้ สำหรับการสร้างสตูดิโอและการออกอากาศ Bird Animation เลื่อนไปเป็นปีหน้า หลัง
ปรับประมาณการคาดว่ากำไรปกติปีนี้จะลดลง 9% เป็น 464 ล้านบาท (0.87 บาท/หุ้น) แต่จะฟื้น
ตัวขึ้น 17% เป็น 541 ล้านบาท (1.02 บาท/หุ้น) ในปีหน้าจากการขยายตัวของธุรกิจโทรทัศน์
โทรทัศน์ดาวเทียม และ การจัดกิจกรรมการตลาด
จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.40 บาท/หุ้น
ฐานะการ เงินยังคงแข็งแกร่งโดยมีฐานะเป็นเงินสดสุทธิ (Net cash) บริษัทประกาศ
จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.40 บาท/หุ้น (XD 24 ส.ค.) ซึ่งคิดเป็นอัตราผลตอบแทนครึ่งปีที่
2.6% เราประเมินราคาเป้าหมายของ GRAMMY เท่ากับ 15.30 บาทจากการอ้างอิง PER ปี
2554 ที่ 15 เท่า แนะนำ ถือ
เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/08/10 เวลา 9:25:43
บล.ซิกโก้ : BCP แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 20 บาท
บล.ซิกโก้ : BCP แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 20 บาท
กระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง
บริษัทวางแผนลดความเสี่ยงจากความผันผวนของธุรกิจโรงกลั่นตามวัฎจักรราคาน้ำมัน
โดยทำการขยายการลงทุนในธุรกิจเอทานอล (อยู่ระหว่างการเจรจาซื้อโรงเอทานอล 2 โรงร่วม
กับพันธมิตร โดยบริษัทจะถือหุ้นในสัดส่วน 40-70% คาดจะทราบผลใน 3Q10E) โรงไฟฟ้าพลัง
แสงอาทิตย์-โซล่าฟาร์ม (ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการก่อสร้างในจำนวน 38 MW และมีเป้าจะเพิ่ม
ขึ้นเป็น 100 MW) และธุรกิจเหมืองแร่โปแตชอาเซียน (เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 16.4%) ภาย
ใต้งบลงทุนกว่า 2.3 หมื่นลบ.ในช่วงระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า (โครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ 1.5
หมื่นลบ. / ธุรกิจ เอทานอลและไบโอดีเซล 3,000 ลบ. / เหมืองแร่โปแตซ 2,500 ลบ. / ลงทุน
เพิ่มเติมในโรงกลั่น 2,500 ลบ.) เรามองถึงผลบวกจากกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงดังกล่าวที่
จะช่วยลดความผันผวนของผลประกอบการในช่วงตลาดน้ำมันขาลงได้เป็นอย่างดีจากปัจจุบันที่
บริษัทมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจการตลาดอยู่ที่ประมาณ 70% ต่อ 30% ซึ่ง
ทางบริษัทคาดว่าสัดส่วนรายได้จากธุรกิจโรงกลั่นจะลดลงเหลือ 40% โดยมีโครงการลงทุนใหม่
เข้ามาทดแทนที่สัดส่วน 30% ขณะที่ธุรกิจการตลาดยังมีสัดส่วนคงเดิมที่ 30%
คาดแนวโน้มกำไรช่วง 2H10E ยังทรงตัวจาก 1H10A
เราประเมินกำไรในช่วง 2H10E จะยังคงอยู่ในระดับทรงตัวจากช่วง 1H10A โดย
ค่าการกลั่นในไตรมาส 3 ล่าสุดยังคงฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนอย่างต่อเนื่อง (QTD เพิ่มขึ้นราว
24%QoQ) แม้โดยปกติแล้วจะเป็นช่วง Low season ของโรงกลั่นอันเกิดจากการที่โรงกลั่น
บางโรงต้องหยุดซ่อมบำรุงที่ไม่ได้เป็นไปตามแผน เช่นโรง Formosa ในไต้หวันที่เกิดเหตุไฟ
ไหม้ และบางโรงที่ต้องหยุดการกลั่นหรือลดระดับการกลั่นเนื่องจากค่าการกลั่นที่อยู่ในระดับค่อน
ข้างต่ำในช่วงก่อนหน้าและเมื่อพิจารณาถึงภาวะตลาดน้ำมันแล้ว จะพบว่ายังมีแนวโน้มที่ดีขึ้นต่อ
เนื่องจากภาวะอุปสงค์ที่ยังเติบโต(โดยเฉพาะในภาคขนส่งและปิโตรเคมีและมีภูมิภาคเอเชียและ
ตะวันออกกลางเป็นตัวผลักดัน) ซึ่งทางสำนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าความต้องการใช้น้ำมันในปีนี้
จะเพิ่มขึ้น 1.8 ล้านบาร์เรล/วันเป็น 86.4 ล้านบาร์เรล/วัน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 87.8 ล้านบาร์เรล/
วันในปีหน้า อันจะถือเป็นแรงหนุนค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับค่อนข้างดีได้ต่อไป โดยเราคาดการณ์
กำไรของปี FY10E ที่ 2,297 ลบ.
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 20 บาท
BCP ยังคงเป็นโรงกลั่นที่เทรด PER ในระดับต่ำกว่าโรงกลั่นอื่น ๆ (เฉลี่ย PER
โรงกลั่นอยู่ที่ราว 8-10 เท่า) ซึ่งยังไม่ได้สะท้อนภาพโรงกลั่นที่มีการ upgrade เป็น Complex
refinery แล้วในปัจจุบัน ดังนั้นจากระดับราคาหุ้นที่ยังดึงดูดให้เกิดการ re-rated และการจ่าย
เงินปันผลในระดับค่อนข้างสูง (คาดจะจ่ายจากผลประกอบการ 1H10A ที่ 0.4 บ./หุ้น) ทำให้เรา
ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และประเมินมูลค่าเหมาะสมอิงกับ PER 8x ได้เท่ากับ 20 บาท
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/08/10 เวลา 9:19:37
กระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง
บริษัทวางแผนลดความเสี่ยงจากความผันผวนของธุรกิจโรงกลั่นตามวัฎจักรราคาน้ำมัน
โดยทำการขยายการลงทุนในธุรกิจเอทานอล (อยู่ระหว่างการเจรจาซื้อโรงเอทานอล 2 โรงร่วม
กับพันธมิตร โดยบริษัทจะถือหุ้นในสัดส่วน 40-70% คาดจะทราบผลใน 3Q10E) โรงไฟฟ้าพลัง
แสงอาทิตย์-โซล่าฟาร์ม (ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการก่อสร้างในจำนวน 38 MW และมีเป้าจะเพิ่ม
ขึ้นเป็น 100 MW) และธุรกิจเหมืองแร่โปแตชอาเซียน (เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 16.4%) ภาย
ใต้งบลงทุนกว่า 2.3 หมื่นลบ.ในช่วงระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า (โครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ 1.5
หมื่นลบ. / ธุรกิจ เอทานอลและไบโอดีเซล 3,000 ลบ. / เหมืองแร่โปแตซ 2,500 ลบ. / ลงทุน
เพิ่มเติมในโรงกลั่น 2,500 ลบ.) เรามองถึงผลบวกจากกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงดังกล่าวที่
จะช่วยลดความผันผวนของผลประกอบการในช่วงตลาดน้ำมันขาลงได้เป็นอย่างดีจากปัจจุบันที่
บริษัทมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจการตลาดอยู่ที่ประมาณ 70% ต่อ 30% ซึ่ง
ทางบริษัทคาดว่าสัดส่วนรายได้จากธุรกิจโรงกลั่นจะลดลงเหลือ 40% โดยมีโครงการลงทุนใหม่
เข้ามาทดแทนที่สัดส่วน 30% ขณะที่ธุรกิจการตลาดยังมีสัดส่วนคงเดิมที่ 30%
คาดแนวโน้มกำไรช่วง 2H10E ยังทรงตัวจาก 1H10A
เราประเมินกำไรในช่วง 2H10E จะยังคงอยู่ในระดับทรงตัวจากช่วง 1H10A โดย
ค่าการกลั่นในไตรมาส 3 ล่าสุดยังคงฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนอย่างต่อเนื่อง (QTD เพิ่มขึ้นราว
24%QoQ) แม้โดยปกติแล้วจะเป็นช่วง Low season ของโรงกลั่นอันเกิดจากการที่โรงกลั่น
บางโรงต้องหยุดซ่อมบำรุงที่ไม่ได้เป็นไปตามแผน เช่นโรง Formosa ในไต้หวันที่เกิดเหตุไฟ
ไหม้ และบางโรงที่ต้องหยุดการกลั่นหรือลดระดับการกลั่นเนื่องจากค่าการกลั่นที่อยู่ในระดับค่อน
ข้างต่ำในช่วงก่อนหน้าและเมื่อพิจารณาถึงภาวะตลาดน้ำมันแล้ว จะพบว่ายังมีแนวโน้มที่ดีขึ้นต่อ
เนื่องจากภาวะอุปสงค์ที่ยังเติบโต(โดยเฉพาะในภาคขนส่งและปิโตรเคมีและมีภูมิภาคเอเชียและ
ตะวันออกกลางเป็นตัวผลักดัน) ซึ่งทางสำนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าความต้องการใช้น้ำมันในปีนี้
จะเพิ่มขึ้น 1.8 ล้านบาร์เรล/วันเป็น 86.4 ล้านบาร์เรล/วัน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 87.8 ล้านบาร์เรล/
วันในปีหน้า อันจะถือเป็นแรงหนุนค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับค่อนข้างดีได้ต่อไป โดยเราคาดการณ์
กำไรของปี FY10E ที่ 2,297 ลบ.
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 20 บาท
BCP ยังคงเป็นโรงกลั่นที่เทรด PER ในระดับต่ำกว่าโรงกลั่นอื่น ๆ (เฉลี่ย PER
โรงกลั่นอยู่ที่ราว 8-10 เท่า) ซึ่งยังไม่ได้สะท้อนภาพโรงกลั่นที่มีการ upgrade เป็น Complex
refinery แล้วในปัจจุบัน ดังนั้นจากระดับราคาหุ้นที่ยังดึงดูดให้เกิดการ re-rated และการจ่าย
เงินปันผลในระดับค่อนข้างสูง (คาดจะจ่ายจากผลประกอบการ 1H10A ที่ 0.4 บ./หุ้น) ทำให้เรา
ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และประเมินมูลค่าเหมาะสมอิงกับ PER 8x ได้เท่ากับ 20 บาท
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/08/10 เวลา 9:19:37
วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553
บล.ทรีนีตี้ : STA แนะนำ Buy on Weakness
บล.ทรีนีตี้ : STA แนะนำ Buy on Weakness ประเมินมูลค่าเหมาะสมเป็น 25.50 บาท
กำหนดราคาขาย PO สิงคโปร์ ต่ำกว่าคาดหมาย
หากการทำ PO ในตลาดสิงคโปร์มีช่วงราคาที่ต่ำเพียง 18.50-21 บาท เราคาดว่าราคาหุ้น
ยังมีโอกาสปรับตัวลงมาสะท้อนช่วงราคาดังกล่าวก่อน น่าผิดหวังที่กำหนดราคา PO ต่ำกว่าราคา
ในตลาดหุ้นไทย ทั้งนี้เราได้รวมผลของ Dilution Effect เข้าไปแล้ว เพราะ STA ประกาศเพิ่ม
ทุนมาระยะหนึ่งแล้ว STA อาจปรับตัวขึ้นต่อได้หากเข้า Listed ในตลาดสิงคโปร์แล้วได้กระแส
ตอบรับดี ระยะสั้นต้องถือว่าราคา PO ที่สิงคโปร์แค่ 18.5-21 บาท ไม่ค่อยแฟร์กับผู้ถือหุ้นใน
เมืองไทยมากนัก จึงแนะนำนักลงทุนซื้ออ่อนตัวในช่วง 18.5-21 บาท ยังไม่ Bullish ต่อจนกว่า
จะผ่านพ้นช่วงไตรมาส 3/53 เป็นต้นไป
กำหนดราคา PO ในสิงคโปร์: STA เตรียมระดมทุน 252 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์(187 ล้าน
ดอลลาร์สหรัฐฯ) จากการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนแบบ 2 ตลาด (Dual List)ในตลาดหลักทรัพย์ฯ
สิงคโปร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ STA ได้ประกาศเพิ่มทุน เสนอขายหุ้นใหม่ 280 ล้านหุ้น คิดเป็น
Dilution Effect 22% เป็นการเพิ่มทุนจาก 1,000 ล้านหุ้นเป็น 1,280 ล้านหุ้น พาร์ 1 บาท ไป
แล้ว ทั้งนี้ มีการกำหนดราคาเบื้องต้นอยู่ในช่วง0.79-0.90 เหรียญฯ สิงคโปร์ต่อหุ้น หรือ 18.50-
21.00 บาทต่อหุ้น เงินเพิ่มทุนดังกล่าวจะนำไปใช้ในการสร้างและขยายโรงงานผลิตยางใหม่, ซื้อ
กิจการ และเป็นทุนดำเนินงาน โรดโชว์ระหว่างประเทศจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 19-27ส.ค.53 และจะมี
การกำหนดราคาในวันที่ 1 ก.ย.53 และกำหนดเป้าหมายในการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น
สิงคโปร์ในวันที่ 9 ก.ย.53 ดีบีเอสจะเป็นนายทะเบียนและผู้จัดจำหน่ายในการเสนอขายหุ้นแต่
เพียงผู้เดียว
ระวังไตรมาส 3/53 และ 4/53 กำไรอ่อนแอ: เราคาด STA มีกำไรเพียง 500-600ล้าน
บาทต่อไตรมาส โดยไตรมาส 3/53 น่าจะเป็นช่วงที่กำไรอ่อนแอลงที่สุดของปีต้องยอมรับว่าไตร
มาส 3 ของทุกปี จะเป็นช่วงที่คุมมาร์จิ้นได้ยากกว่าครึ่งปีแรก
ประเมินมูลค่าเหมาะสมเป็น 25.50 บาท: เราใช้ราคา PER ประมาณ 10 เท่าประเมิน
ราคาเหมาะสมของ STA ระยะยาวยังเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมยางพาราที่ดีขึ้นต่อเนื่อง
เรียบเรียง โดย สุกัญญา ลาสุธรรม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 20/08/10 เวลา 9:42:41
กำหนดราคาขาย PO สิงคโปร์ ต่ำกว่าคาดหมาย
หากการทำ PO ในตลาดสิงคโปร์มีช่วงราคาที่ต่ำเพียง 18.50-21 บาท เราคาดว่าราคาหุ้น
ยังมีโอกาสปรับตัวลงมาสะท้อนช่วงราคาดังกล่าวก่อน น่าผิดหวังที่กำหนดราคา PO ต่ำกว่าราคา
ในตลาดหุ้นไทย ทั้งนี้เราได้รวมผลของ Dilution Effect เข้าไปแล้ว เพราะ STA ประกาศเพิ่ม
ทุนมาระยะหนึ่งแล้ว STA อาจปรับตัวขึ้นต่อได้หากเข้า Listed ในตลาดสิงคโปร์แล้วได้กระแส
ตอบรับดี ระยะสั้นต้องถือว่าราคา PO ที่สิงคโปร์แค่ 18.5-21 บาท ไม่ค่อยแฟร์กับผู้ถือหุ้นใน
เมืองไทยมากนัก จึงแนะนำนักลงทุนซื้ออ่อนตัวในช่วง 18.5-21 บาท ยังไม่ Bullish ต่อจนกว่า
จะผ่านพ้นช่วงไตรมาส 3/53 เป็นต้นไป
กำหนดราคา PO ในสิงคโปร์: STA เตรียมระดมทุน 252 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์(187 ล้าน
ดอลลาร์สหรัฐฯ) จากการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนแบบ 2 ตลาด (Dual List)ในตลาดหลักทรัพย์ฯ
สิงคโปร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ STA ได้ประกาศเพิ่มทุน เสนอขายหุ้นใหม่ 280 ล้านหุ้น คิดเป็น
Dilution Effect 22% เป็นการเพิ่มทุนจาก 1,000 ล้านหุ้นเป็น 1,280 ล้านหุ้น พาร์ 1 บาท ไป
แล้ว ทั้งนี้ มีการกำหนดราคาเบื้องต้นอยู่ในช่วง0.79-0.90 เหรียญฯ สิงคโปร์ต่อหุ้น หรือ 18.50-
21.00 บาทต่อหุ้น เงินเพิ่มทุนดังกล่าวจะนำไปใช้ในการสร้างและขยายโรงงานผลิตยางใหม่, ซื้อ
กิจการ และเป็นทุนดำเนินงาน โรดโชว์ระหว่างประเทศจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 19-27ส.ค.53 และจะมี
การกำหนดราคาในวันที่ 1 ก.ย.53 และกำหนดเป้าหมายในการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น
สิงคโปร์ในวันที่ 9 ก.ย.53 ดีบีเอสจะเป็นนายทะเบียนและผู้จัดจำหน่ายในการเสนอขายหุ้นแต่
เพียงผู้เดียว
ระวังไตรมาส 3/53 และ 4/53 กำไรอ่อนแอ: เราคาด STA มีกำไรเพียง 500-600ล้าน
บาทต่อไตรมาส โดยไตรมาส 3/53 น่าจะเป็นช่วงที่กำไรอ่อนแอลงที่สุดของปีต้องยอมรับว่าไตร
มาส 3 ของทุกปี จะเป็นช่วงที่คุมมาร์จิ้นได้ยากกว่าครึ่งปีแรก
ประเมินมูลค่าเหมาะสมเป็น 25.50 บาท: เราใช้ราคา PER ประมาณ 10 เท่าประเมิน
ราคาเหมาะสมของ STA ระยะยาวยังเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมยางพาราที่ดีขึ้นต่อเนื่อง
เรียบเรียง โดย สุกัญญา ลาสุธรรม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 20/08/10 เวลา 9:42:41
บล.ฟิลลิป : AS ราคาพื้นฐานปี 54 ที่ 14 บาท แนะนำ “ซื้อ”
บล.ฟิลลิป : AS ราคาพื้นฐานปี 54 ที่ 14 บาท แนะนำ “ซื้อ”
2Q53 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 59.72% YoY แต่ต่ำกว่าคาด
2Q53 รายได้ลดลง 1.90% YoY มาอยู่ที่ 354.26 ล้านบาท จากเกมออนไลน์ที่เติบโต
2.50% โดยรายได้ในประเทศเติบโต 4.07% มาจากรายได้เกมใหม่ “Twelve Sky 2” ที่เปิด
ใน 1Q53 แต่รายได้ต่างประเทศลดลง 0.94% ส่วนเกมอ๊อฟไลน์รายได้ลดลง 95.76% ลดลงทั้ง
ในไทยและต่างประเทศ เนื่องจากไม่ได้เป็นตัวแทนขายเกมในบริษัทอื่น ต้นทุนลดลง 14.87%
เนื่องจากค่าลิขสิทธ์ของเกมเก่า ๆ หมดลง ในขณะที่เกมใหม่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ลดลง ค่าใช้จ่ายขาย/
บริหารลดลง 15.70% จากการปรับลดจำนวนพนักงานในต่างประเทศจาก 200 คน เหลือ 140
คน, การย้าย Customer Service จากสิงคโปร์ไปมาเลเซียซึ่งมีต้นทุนถูกกว่า และค่าใช้จ่าย
การตลาดที่ถูกเลื่อนไปตามเปิดเกมใหม่ จึงส่งผลให้กำไร สุทธิเพิ่มขึ้น 59.72% YoY และ
17.57% QoQ มาอยู่ที่ 73.88 ล้านบาท ต่ำกว่าคาดที่ 79.24 ล้านบาท โดยกำไรในประเทศ
เติบโต 27.16% YoY เป็น 67.98 ล้านบาท และในต่างประเทศมีกำไร 5.90 บาทจากที่ขาดทุน
7.21 ล้านบาทในปีก่อน
ครึ่งปีแรกรายได้อยู่ที่ 714.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 0.26% แต่การควบคุมต้นทุนและ
ค่าใช้จ่าย ทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 83.26% เป็น 136.71 ล้านบาท และประกาศจ่ายปันผล 0.43
บาท/หุ้น XD วันที่ 26 ส.ค. และจ่าย 9 ก.ย. 2553
แนวโน้มครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก ทั้งจากฤดูกาลและการเปิดเกมใหม่
ปกติในครึ่งปีหลังจะเป็นฤดูกาลที่สูงกว่าครึ่งปีแรกโดยเฉพาะในไตรมาส 4 ที่จะสูงสุด
ของปี อีกทั้งมีการเปิดเกมในไทยอีก 2 เกม “Rohan” ที่เริ่มมีรายได้ 29 ก.ค. 2553 ในวันแรก
สามารถทำรายได้สูงเป็นเท่าตัวของ “Twelve Sky 2” ถือเป็นเกมใหม่ที่ประสบความสำเร็จในปี
นี้ และในต้นเดือน ก.ย. จะเปิดเกมใหม่ “8 เทพอสูรมังกรฟ้า” ซึ่งประสบความสำเร็จมากในจีน
จึงมองว่าน่าจะได้รับการตอบรับที่ดีไทย และน่าจะทำรายได้ดีเช่นเดียวกับ “Rohan” ส่วนในต่าง
ประเทศ 2Q53 มีการเปิดเกม “Ray City และ Monster Forest” ที่สิงคโปร์ รายได้ยังไม่ดี แต่
ก็คาดว่าจะค่อยๆปรับตัวขึ้น และครึ่งหลังจะเปิด เกม “Priston Tale 2” ที่มาเลเซีย
และ “Battle of Immortal” ที่สิงคโปร์ จึงทำให้ทางฝ่ายมองว่าใน ครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก
ต้นทุนมีแนวโน้มลดลง ขยายไปซอฟท์แวร์อื่น และการลงทุนในต่างประเทศ
AS ได้จับมือกับ 1-2-Call ในการทำ Cash Card ซึ่งสามารถนำมาเติบในเกมของ
AS ได้ จะเริ่มเปิดตัวใน 3Q53 นี้ AS คาดว่าจะทำให้ต้นทุนการกระจายบัตรเติมเงินในเกมลด
ลงราว 5% ของต้นทุนดังกล่าว นอกจากนี้ยังเข้าสู่ Utilities Software มากขึ้นหลังเปิดตัว
Software Anti Virus “Kingsoft” โดยจะมี ALZip และ ALSee ซึ่งเป็นโปรแกรมในการ
Zip File และตกแต่งภาพ โดยจะเก็บค่าบริการเฉพาะลูกค้าที่เป็นบริษัทหรือองค์กร ส่วนการลง
ทุนในต่างประเทศยังมองไปที่เวียดนามและอินโดนีเซีย ใช้เงินลงทุนเริ่มแรกแห่งละ 70 ล้าน
บาท โดยสิ้นปีนี้อาจจะเข้าลงทุนได้หนึ่งหรือทั้งสองประเทศ
ปรับคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2553 ขึ้น และคาดในปี 2554 เติบโต 12.13%
่จากเกมใหม่ที่เปิดและประสบความสำเร็จในครึ่งปีหลัง จึงปรับคาดการณ์รายได้ขึ้นเล็ก
น้อยเป็น1,604.76 ล้านบาท และปรับในส่วนของต้นทุนและค่าใช้จ่ายลงตามทิศทางในครึ่งปี
แรก ทำให้คาดการณ์กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 279.91 ล้านบาท จากเดิมที่ 251.09 ล้านบาท และ
ในปี 2554 คาดรายได้จะปรับขึ้นเป็น 1,741.12 ล้านบาท และกำไรสุทธิเติบโตอีก 12.13%
เป็น 313.87 ล้านบาท บนสมมติฐานว่าเกมที่เปิดในครึ่งปีหลัง จะยังได้รับความนิยมต่อเนื่องและ
รับรู้รายได้เต็มปี โดยที่ยังไม่รวมการลงทุนในเวียดนามและ อินโดนีเซีย อิง P/E 14 เท่า ราคา
พื้นฐานปี 2553 อยู่ที่ 12.50 บาท และเพิ่มเป็น 14 บาทในปี 2554 ยังคงแนะนำ “ซื้อ”
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 20/08/10 เวลา 9:29:20
2Q53 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 59.72% YoY แต่ต่ำกว่าคาด
2Q53 รายได้ลดลง 1.90% YoY มาอยู่ที่ 354.26 ล้านบาท จากเกมออนไลน์ที่เติบโต
2.50% โดยรายได้ในประเทศเติบโต 4.07% มาจากรายได้เกมใหม่ “Twelve Sky 2” ที่เปิด
ใน 1Q53 แต่รายได้ต่างประเทศลดลง 0.94% ส่วนเกมอ๊อฟไลน์รายได้ลดลง 95.76% ลดลงทั้ง
ในไทยและต่างประเทศ เนื่องจากไม่ได้เป็นตัวแทนขายเกมในบริษัทอื่น ต้นทุนลดลง 14.87%
เนื่องจากค่าลิขสิทธ์ของเกมเก่า ๆ หมดลง ในขณะที่เกมใหม่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ลดลง ค่าใช้จ่ายขาย/
บริหารลดลง 15.70% จากการปรับลดจำนวนพนักงานในต่างประเทศจาก 200 คน เหลือ 140
คน, การย้าย Customer Service จากสิงคโปร์ไปมาเลเซียซึ่งมีต้นทุนถูกกว่า และค่าใช้จ่าย
การตลาดที่ถูกเลื่อนไปตามเปิดเกมใหม่ จึงส่งผลให้กำไร สุทธิเพิ่มขึ้น 59.72% YoY และ
17.57% QoQ มาอยู่ที่ 73.88 ล้านบาท ต่ำกว่าคาดที่ 79.24 ล้านบาท โดยกำไรในประเทศ
เติบโต 27.16% YoY เป็น 67.98 ล้านบาท และในต่างประเทศมีกำไร 5.90 บาทจากที่ขาดทุน
7.21 ล้านบาทในปีก่อน
ครึ่งปีแรกรายได้อยู่ที่ 714.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 0.26% แต่การควบคุมต้นทุนและ
ค่าใช้จ่าย ทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 83.26% เป็น 136.71 ล้านบาท และประกาศจ่ายปันผล 0.43
บาท/หุ้น XD วันที่ 26 ส.ค. และจ่าย 9 ก.ย. 2553
แนวโน้มครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก ทั้งจากฤดูกาลและการเปิดเกมใหม่
ปกติในครึ่งปีหลังจะเป็นฤดูกาลที่สูงกว่าครึ่งปีแรกโดยเฉพาะในไตรมาส 4 ที่จะสูงสุด
ของปี อีกทั้งมีการเปิดเกมในไทยอีก 2 เกม “Rohan” ที่เริ่มมีรายได้ 29 ก.ค. 2553 ในวันแรก
สามารถทำรายได้สูงเป็นเท่าตัวของ “Twelve Sky 2” ถือเป็นเกมใหม่ที่ประสบความสำเร็จในปี
นี้ และในต้นเดือน ก.ย. จะเปิดเกมใหม่ “8 เทพอสูรมังกรฟ้า” ซึ่งประสบความสำเร็จมากในจีน
จึงมองว่าน่าจะได้รับการตอบรับที่ดีไทย และน่าจะทำรายได้ดีเช่นเดียวกับ “Rohan” ส่วนในต่าง
ประเทศ 2Q53 มีการเปิดเกม “Ray City และ Monster Forest” ที่สิงคโปร์ รายได้ยังไม่ดี แต่
ก็คาดว่าจะค่อยๆปรับตัวขึ้น และครึ่งหลังจะเปิด เกม “Priston Tale 2” ที่มาเลเซีย
และ “Battle of Immortal” ที่สิงคโปร์ จึงทำให้ทางฝ่ายมองว่าใน ครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก
ต้นทุนมีแนวโน้มลดลง ขยายไปซอฟท์แวร์อื่น และการลงทุนในต่างประเทศ
AS ได้จับมือกับ 1-2-Call ในการทำ Cash Card ซึ่งสามารถนำมาเติบในเกมของ
AS ได้ จะเริ่มเปิดตัวใน 3Q53 นี้ AS คาดว่าจะทำให้ต้นทุนการกระจายบัตรเติมเงินในเกมลด
ลงราว 5% ของต้นทุนดังกล่าว นอกจากนี้ยังเข้าสู่ Utilities Software มากขึ้นหลังเปิดตัว
Software Anti Virus “Kingsoft” โดยจะมี ALZip และ ALSee ซึ่งเป็นโปรแกรมในการ
Zip File และตกแต่งภาพ โดยจะเก็บค่าบริการเฉพาะลูกค้าที่เป็นบริษัทหรือองค์กร ส่วนการลง
ทุนในต่างประเทศยังมองไปที่เวียดนามและอินโดนีเซีย ใช้เงินลงทุนเริ่มแรกแห่งละ 70 ล้าน
บาท โดยสิ้นปีนี้อาจจะเข้าลงทุนได้หนึ่งหรือทั้งสองประเทศ
ปรับคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2553 ขึ้น และคาดในปี 2554 เติบโต 12.13%
่จากเกมใหม่ที่เปิดและประสบความสำเร็จในครึ่งปีหลัง จึงปรับคาดการณ์รายได้ขึ้นเล็ก
น้อยเป็น1,604.76 ล้านบาท และปรับในส่วนของต้นทุนและค่าใช้จ่ายลงตามทิศทางในครึ่งปี
แรก ทำให้คาดการณ์กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 279.91 ล้านบาท จากเดิมที่ 251.09 ล้านบาท และ
ในปี 2554 คาดรายได้จะปรับขึ้นเป็น 1,741.12 ล้านบาท และกำไรสุทธิเติบโตอีก 12.13%
เป็น 313.87 ล้านบาท บนสมมติฐานว่าเกมที่เปิดในครึ่งปีหลัง จะยังได้รับความนิยมต่อเนื่องและ
รับรู้รายได้เต็มปี โดยที่ยังไม่รวมการลงทุนในเวียดนามและ อินโดนีเซีย อิง P/E 14 เท่า ราคา
พื้นฐานปี 2553 อยู่ที่ 12.50 บาท และเพิ่มเป็น 14 บาทในปี 2554 ยังคงแนะนำ “ซื้อ”
เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 20/08/10 เวลา 9:29:20
บล.ฟินันเซีย ไซรัส : แนะนำหุ้นเด่นทางเทคนิค BEC ให้ซื้อเก็งกำไร
บล.ฟินันเซีย ไซรัส : แนะนำหุ้นเด่นทางเทคนิค BEC ให้ซื้อเก็งกำไร
BEC : ซื้อเก็งกำไร
ราคาปิด : 30
แนวรับ : 29.50-29
แนวต้าน : 33-34
ราคาแกว่งทรงตัวในลักษณะบีบแคบเข้ามาเรื่อยๆ ก่อนจะเริ่มมีวอลุ่มหนาตาขึ้นเมื่อวาน
นี้ ขณะที่รูปแบบกราฟราคาและการฟอร์มตัวของ Indicators ต่างๆ ก็เริ่มสนับสนุนในเชิงบวก
ทำให้คาดว่าราคามีโอกาสขยับผ่านต้านแรกแถว 30.50 บ.เพื่อขึ้นหาแนวต้านข้างต้นให้ทำกำไร
ตามรอบได้ น่าเทรดดิ้งตาม
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 20/08/10 เวลา 9:25:53
BEC : ซื้อเก็งกำไร
ราคาปิด : 30
แนวรับ : 29.50-29
แนวต้าน : 33-34
ราคาแกว่งทรงตัวในลักษณะบีบแคบเข้ามาเรื่อยๆ ก่อนจะเริ่มมีวอลุ่มหนาตาขึ้นเมื่อวาน
นี้ ขณะที่รูปแบบกราฟราคาและการฟอร์มตัวของ Indicators ต่างๆ ก็เริ่มสนับสนุนในเชิงบวก
ทำให้คาดว่าราคามีโอกาสขยับผ่านต้านแรกแถว 30.50 บ.เพื่อขึ้นหาแนวต้านข้างต้นให้ทำกำไร
ตามรอบได้ น่าเทรดดิ้งตาม
เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 20/08/10 เวลา 9:25:53
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)