วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553

ประมวลรหัส ว. รหัสวิทยุ (โค๊ต ว.) ที่ใช้ติดต่อสื่อสารโดยทั่วไป

ประมวลรหัส ว.
รหัสวิทยุ (โค๊ต ว.) ที่ใช้ติดต่อสื่อสารโดยทั่วไป
--------------------------------------------------------------------------------

รหัส
ความหมาย

ว.0
ขอทราบคำสั่ง…..../ คำสั่ง

ว.00
รอก่อน, คอยก่อน, ให้คอยอยู่

ว.01
สำนักงาน / ที่ทำงาน

ว.02
บ้านพัก, ที่พัก, (สำหรับข้าราชการ / เอกชน)

ว.03
รถยนต์ / พลขับรถยนต์

ว.1
อยู่ที่ไหน ?, อยู่ที่…............,

ว.2
ได้ยินหรือไม่ - ตอบด้วย, ได้ยินแล้ว, รับทราบ

ว.3
ทวนข้อความซ้ำอีกครั้ง (ฟังหรือได้ยินไม่ชัดเจน)

ว.4 ปฏิบัติหน้าที่, ดำเนินการ, ทำงาน , ปฏิบัติภาระกิจ

ว.4 อักษร = กำลังศึกษาอยู่
ว.4 ทางน้ำ = ดื่มสุรา (ก๊งเหล้า)

ถ้าพูดถึงการซื้อขาย หมายถึง จะซื้อ / ขายเท่าไหร่ ?, จะชื้อ / จะขายหรือไม่ ?

ว.5 ความลับ, ราชการลับ, เรื่องลับ, เรื่องที่เปิดเผยไม่ได้
ว.6 ขออนุญาตติดต่อ / โต้ตอบโดยตรงกับ / พูดคุย/ สนทนา
ว.7 ขอความช่วยเหลือ, (มีเหตุคับขัน)
ว.8 ข่าว, ข่าวสาร, ข้อความ
ว.9 มีเหตุฉุกเฉิน - ให้คอยฟังคำสั่ง / รอรับฟังข่าว
ว.10 อยู่ประจำที่ / สถานที่อยู่ในปัจจุบัน
ว.11 หยุกพัก (สามารถติดต่อทางวิทยุได้)
ว.12 หยุกพัก (ติดต่อทางวิทยุไม่ได้)
ว.13 ติดต่อทางโทรศัพท์ / โทรศัพท์ (LAND LINE)
ว.14 เลิกงาน, เลิกตรวจ, เลิก ว. 4, ปิดวิทยุ
ว.15 ให้ไปพบ, มาพบ, พบ…...., เห็น, พบเห็น, พบเจอ
ว.16 สัญญาณวิทยุที่รับได้ / ทดสอบสัญญาณวิทยุ

16-1 = ฟังไม่ชัดเจน จับใจความไม่ได้
16-2 = ไม่ชัดเจน แต่พอรับฟังได้
16-3 = ชัดเจนพอใช้
16-4 = ชัดเจนดี
16-5 = ชัดเจนดีมาก

ว.17 มีอันตราย ห้ามผ่าน (แจ้งสถานที่)
ว.18 นำรถออกทดลองเครื่องยนต์ หรือ รถยนต์เสีย
ว.19 อยู่ในภาวะคับขัน / สถานีถูกยึด / ถูกโจมตี
ว.20 ทำการตรวจค้น - จับกุม สถานที่ / บุคคล,
ว.21 ออกจาก……… / ออกเดินทางจาก…..............
ว.22
ถึง…...............(สถานที่), ไปถึง………..(สถานที่)

ว.23
ผ่าน…..............(ระบุสถานที่) / ถ่ายทอดข้อความ

ว.24
เวลา / เวลา…..............น. , ขอทราบเวลา

ว.25
ไป…… / กำลังไป………….. (ที่หมายปลายทาง)

ว.26
ให้ติดต่อทางวิทยุให้น้อยที่สุด

ว.27
ติดต่อทางโทรพิมพ์

ว.28
ประชุม / มีการประชุม

ว.29
มีราชการ…..…….(เรื่อง), มีธุระ…………....(เรื่อง)

ว.30
จำนวน / ขอทราบจำนวน (คน / สัตว์ / สิ่งของ)

ว.31
เปลี่ยนไปใช้ความถี่ช่องที่ 1 (บ้าน 1)

ว.32
เปลี่ยนไปใช้ความถี่ช่องที่ 2 (บ้าน 2)

ว.33
เปลี่ยนไปใช้ความถี่ช่องที่ 3 (บ้าน 3)

ว.34
เปลี่ยนไปใช้ความถี่ช่องที่ 4 (บ้าน 4)

ว.344
เปลี่ยนไปใช้ความถี่ช่องที่ 5 (บ้าน 5)

ว.35
ให้เตรียมตัวให้พร้อมเพื่อปฏิบัติการ

ว.36
ให้เตรียมพร้อมเต็มอัตรา

ว.37
ให้เตรียมพร้อมครึ่งอัตรา

ว.38
ให้เตรียมพร้อม 1 ใน 3

ว.39
การจราจรคับคั่ง, การจราจรติดขัด (ระบุสถานที่)

ว.40
มีอุบัติเหตุรถชนกัน / มีอุบัติเหตุทางรถยนต์

ว.41
สัญญาณไฟ (จราจร) เสีย

ว.42
ยานพาหนะนำขบวน, จัดพาหนะรับ - ส่ง

ว.43
จุดตรวจ, จุดตรวจยานพาหนะ / ตั้งด่านตรวจ

ว.44
โทรสาร / ติดต่อทางโทรสาร (FAX)

ว.50
รับประทานอาหาร (บางแห่งนิยมใช้ ว.51)

+ 1 = รับประทารอาหารมีเหล้าด้วย (ศัพท์แสลง)

+ 2 = ดื่มเหล้า เคล้านารีด้วย (ศัพท์แสลง)

ว.55
ให้งดการติดต่อ / ให้อำนวยความสะดวก

ว.60
ญาติ, พี่น้อง, เพื่อน, สมาชิก เช่น 60 ผู้ใหญ่

ว.61
ขอบคุณ/สวัสดี /อรุณสวัสดิ์ /ราตรีสวัสดิ์ /บ๊ายบาย

ว.62
สิ่งของ

ว.63
บ้านพักข้าราชการ, บ้านพักพนักงาน, ที่พัก

ว.64
ธุระส่วนตัว, ภาระกิจส่วนตัว, เรื่องส่วนตัว

ว.65
เรือต่างประเทศ

ว.66
เรือราชการ

ว.67
พร้อมกัน

ว.68
ขอทวนข้อความตั้งแต่……… ถึง…………………

ว.69
จบข้อความ, จบ ว. 8, จบข่าว / หมดข้อความ

ว.70
ผู้ส่งข่าว

ว.71
ผู้รับข่าว

ว.72 ทราบ......………..เลิก
ว.73 ช่วยติดต่อ.............ให้
ว.74 มีข่าว.....................หรือไม่ ?
ว.75 ไม่มีข่าว
ว.81 หยุดพักผ่อน
ว.82 งดติดต่อทางวิทยุทุกช่อง / ให้งดการติดต่อทางวิทยุทุกช่อง
ว.83 เปลี่ยนความถี่ไปที่.......................
ว.99 ห้ามยุ่งเกี่ยว / โปรดอย่ายุ่งเกี่ยว (ไม่ค่อยนิยมใช้กัน)
ว.100 ขอโทษ / ขออภัย / ขออโหสิ (บางแห่งใช้ ว.108)
ว.101 ที่ทำงาน / สำนักงาน / OFFICE (ไม่ค่อยนิยมใช้นัก)
ว.108 ขอโทษ, ขออภัย, ขออโหสิ (บางแห่งนิยมใช้ ว.100 )

ที่มา : หนังสือวารสาร ว. 5


ประมวลรหัสแจ้งเหตุทางวิทยุสื่อสาร (ว.)

--------------------------------------------------------------------------------

รหัส ว ความหมาย
เหตุ 100 มีเหตุประทุษร้ายต่อทรัพย์สิน
เหตุ 111 ลักทรัพย์
เหตุ 121 วิ่งราวทรัพย์
เหตุ 131 ชิงทรัพย์
เหตุ 141 ปล้นทรัพย์
เหตุ 200 มีเหตุประทุษร้ายต่อร่างกาย
เหตุ 201 เพลิงไหม้หญ้า
เหตุ 202 ไฟฟ้าลัดวงจร
เหตุ 203 เพลิงไหม้ยานพาหนะ
เหตุ 204 ไฟไหม้ชุมชน อาคาร ตึกแถว บ้านเรือน
เหตุ 205 เพลิงไหม้สถานเชื้อเพลิงต่าง ๆ สารเคมี
เหตุ 206 เพลิงไหม้อาคารสูง อาคารขนาดใหญ่
เหตุ 211 ทำร้ายร่างกาย ไม่ได้รับบาดเจ็บ
เหตุ 221 ทำร้ายร่างกาย ได้รับบาดเจ็บ
เหตุ 231 ทำร้ายร่างกาย ได้รับบาดเจ็บสาหัส
เหตุ 241 มีเหตุฆ่าคนตาย / ฆ่ากันตาย
เหตุ 300 การพนันเป็นบ่อน / การพนัน / เล่นการพนัน
เหตุ 350 เมาสุราอาละวาด
เหตุ 360 ยาเสพติด
เหตุ 501 การบริการน้ำ ยกรถ ตัดต้นไม้
เหตุ 502 ขนส่งผู้ป่วย
เหตุ 503 สาธารณภัย ทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ
เหตุ 510 วัตถุต้องสงสัยเกี่ยวกับระเบิด
เหตุ 511 พบวัตถุระเบิดได้ระเบิดแล้ว,ได้เกิดระเบิดขึ้นแล้ว
เหตุ 512 วัตถุระเบิดได้ตรวจสอบแล้ว ไม่ระเบิด
เหตุ 600 นักเรียนกำลังจะก่อเหตุทะเลาะวิวาท
เหตุ 601 นักเรียนรวมกลุ่มซึ่งมีสิ่งบอกเหตุเชื่อว่าจะก่อเหตุ
เหตุ 602 นักเรียนก่อเหตุและได้หลบหนีไปแล้ว
เหตุ 603 นักเรียนก่อเหตุยกพวกทำร้ายกันและกัน
เหตุ 604 นักเรียนก่อเหตุยกพวกทำร้ายกันและกันถึงตาย
เหตุ 605 นักเรียนก่อเหตุยกพวกทำร้ายกันมีวัตถุระเบิด

วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553

บล.กรุงศรีอยุธยา:CCETแนะนำ “ซื้อ” มูลค่าพื้นฐานปี 54 ที่ 4.7 บาท

การขยายโรงงานใหม่สร้างโอกาสการเติบโต
ปรับขึ้นคำแนะนำเป็น “ซื้อ” และปรับเพิ่มมูลค่าพื้นฐานขึ้น 27% จากเดิมเป็น 4.7
บาท โดยใช้คาดการณ์กำไรต่อหุ้นปี 54 ในการกำหนดมูลค่า ซึ่งเราได้ปรับเพิ่มประมาณการ
กำไรปี 53 และ 54 ขึ้น 7-13% จากเดิม ด้วยความสามารถในการทำกำไรที่สูงขึ้นจากการออก
ผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมถึงการขยายโรงงานในไทยและมาเลเซียจะช่วยรองรับการเติบโตต่อเนื่องใน
2 ปีข้างหน้า กอปรกับมีโอกาสปรับเพิ่มประมาณการกำไรในอนาคต หากแผนการขยายโรงงาน
แห่งใหม่ในไทยและมาเลเซีย และแผนการขยายการลงทุนในแนวดิ่ง (Vertical Integration)
ได้รับการเปิดเผยรายละเอียด

โอกาสเติบโตหลังปี 53 ชัดเจน
เรามีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อแนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 54-55 ที่มีทิศทาง
การเติบโตที่ชัดเจนขึ้น ด้วยปัจจัยสนับสนุน
1) การขยายโรงงานจะสนับสนุนการเติบโตต่อเนื่องของยอดขาย แม้ปัจจุบันโรงงาน
ทั้ง 3 แห่งที่มีอยู่ (2 แห่งในไทย 1 แห่งในจีน) มีระดับการใช้กำลังการผลิตกว่า 87% และคาดจะ
เข้าสู่ระดับเต็มกำลังการผลิตใน 1H54 แต่ CCET มีแผนการขยายโรงงานอย่างต่อเนื่อง โดย
มีแผนลงทุน 800 ล้านบาทสร้างโรงงานแห่งใหม่ใกล้โรงงานที่มหาชัย ในงบลงทุนกว่า 800
ล้านบาทคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างโรงงาน ติดตั้งเครื่องจักรและผลิตเชิงพาณิชย์ได้ก่อนสิ้นปี 54
(ซื้อที่ดินไว้แล้วจำนวน 13 ไร่ เราคาดจะใช้เวลาก่อสร้างโรงงาน 6-8 เดือนและติดตั้งเครื่องจักร
อีก 2-3 เดือน) นอกจากนี้ยังมีการขยายโรงงานในมาเลเซียด้วยงบลงทุน 325 ล้านบาท ปัจจุบัน
อยู่ระหว่างการทดสอบเครื่องจักร ซึ่งเราคาดว่าจะผลิตเชิงพาณิชย์ได้ภายใน 4Q53 เราเชื่อว่าโรง
งานแห่งใหม่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของยอดขายระดับปัจจุบัน (คาดการณ์ปี 53) ไม่ต่ำกว่าปีละ
10% ในปี 54-55 เมื่อประเมินจากเม็ดเงินลงทุนเทียบกับการลงทุนในอดีต และที่ผ่านมา
CCET มักตัดสินใจขยายกำลังการผลิตเมื่อมีคำสั่งซื้อล่วงหน้าเพียงพอ
2) ส่วนผสมผลิตภัณฑ์ดีขึ้น อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษี (EBITDA margin)
ของ CCET ใน 2Q53 เติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 ติตต่อกันที่ระดับ 4.96% และเป็นระดับ
ที่สูงสุดในรอบ 20 ไตรมาสคาดว่ามีสาเหตุหลักจากการปรับปรุงส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ เนื่องจาก
เริ่มออกผลิตภัณฑ์ใหม่จำพวก Hard Disk และผลิตภัณฑ์ Telecom ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่า
ค่าเฉลี่ย นอกจากนี้เราเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ที่โรงงานมาเลเซียจะมีอัตรากำไรขั้นต้นไม่ต่ำกว่าค่า
เฉลี่ยในปัจจุบันเนื่องจากเป็นโครงการเฉพาะที่ทำให้กับลูกค้ารายใหญ่ในลักษณะ ODM (จะได้
ค่าออกแบบ เพิ่มเติมจากค่ารับจ้างประกอบเช่นธุรกิจ OEM)
3) ลดต้นทุนการผลิตจากการขยายตัวในแนวดิ่ง (Vertical Integration) ตั้งแต่ต้นปีที่
ผ่านมา CCET มีพัฒนาการที่สำคัญคือการเข้าลงทุน 94.5% ใน Avaplus (ผู้ผลิตแม่พิมพ์
ชิ้นส่วนพลาสติก เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์ อยู่ระหว่างการทำคำเสนอซื้อหุ้นส่วนที่
เหลือเพื่อเพิกถอนจากการเป็นบริษัทจดทะเบียน) และลงทุน 16.7% ใน MCE ซึ่งคาดจะเพิ่ม
เป็น 30% ในอนาคต (ผู้ผลิตแม่พิมพ์และชิ้นส่วนโลหะเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น
สิงคโปร์) เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การขยายตัวในแนวดิ่ง ซึ่งเราคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ใน
อนาคต แม้จะมีมูลค่าเงินลงทุนเบื้องต้นรวมกันเพียง 605 ล้านบาท (30% ของงบลงทุนปี 53)
แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่ปี 50 (ไม่รวมการลงทุนในจีน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการ
ลงทุนโรงงานประกอบที่เป็นลักษณะ OEM เหมือนธุรกิจหลัก) เนื่องจากยังไม่ได้รับการเปิดเผย
ข้อมูลอย่างเพียงพอ อาทิเช่นโรงานแห่งใหม่ ยังไม่ทราบรายละเอียดผลิตภัณฑ์ คาดการณ์ยอด
ขาย โครงสร้างต้นทุนในพัฒนาการข้างต้น ขณะที่การลงทุนเพื่อการขยายตัวในแนวดิ่ง ยังไม่
ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับ Synergy และผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการลงทุนครั้งนี้ เรา
จึงไม่ได้รวมไว้ในประมาณการกำไรของเรา และเชื่อว่ามีโอกาสปรับเพิ่มประมาณการในอนาคต

ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 53 และ 54 ขึ้น 7% และ 13% จากประมาณการเดิม
สมมติฐานใหม่ของเราสะท้อน 1) อัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นกว่าสมมติฐานเดิมจากการ
ปรับปรุงส่วนผสมผลิตภัณฑ์ 2) มุมมองเชิงอนุรักษ์มากขึ้นต่อแนวโน้มยอดขายเนื่องจากปัจจุบัน
ทั้ง 3 โรงงานใกล้เต็มการผลิต โดยคาดว่าจะเริ่มเต็มกำลังการผลิตใน 1H54 ซึ่งคาดว่าจะทำให้
ยอดขายปี 54 เติบโตเพียง 10% จากปีนี้ 3) ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายที่เพิ่ม
ขึ้นจากการเพิ่มบุคคลากรและค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา ซึ่งปรากฏว่า CCET มีค่าใช้จ่าย
ในการขายและบริหารสูงถึง 1,255 ล้านบาท (+40%HoH) ในช่วง 1H53 และเราคาดว่าจะทรง
ตัวระดับนี้ต่อเนื่องในปี 54 เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายคงที่

คาดกำไร 3Q53 จะอ่อนตัวเล็กน้อย QoQ จากส่วนผสมผลิตภัณฑ์
เราประมาณการกำไรจากการดำเนินงาน 3Q53 ที่ระดับ 542 ล้านบาท (-3%QoQ,
+25%YoY) จากสมมติฐานยอดขายเติบโต 4%QoQ ตามปัจจัยฤดูกาล แต่อัตรากำไรขั้นต้นจะ
ลดลงจาก 2Q53 จากส่วนผสมผลิตภัณฑ์ และคาดว่ากำไรจะชะลอตัวลงต่อเนื่อง QoQ ใน
4Q53 (ประเมินเบื้องต้นที่ระดับ 447 ล้านบาท) เนื่องจากคำสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ Telecom ที่มี
อัตรากำไรขั้นต้นสูงจะลดลงตามปัจจัยฤดูกาล ทำให้กดดันทั้งยอดขายและอัตรากำไรใน 4Q53
อย่างไรก็ตามเนื่องจาก CCET มีการประกาศยอดขายรายเดือนในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนถัด
ไป จึงคาดว่าความผันผวนของผลการดำเนินงานรายไตรมาสที่มีต่อราคาหุ้นจะจำกัด

คาด Dilution effect ปี 53 ที่ 14% จากการเพิ่มทุนและแปลงวอแรนท์
คาดกำไรต่อหุ้น Fully diluted ปี 53 (ไม่รวม FX) จะเติบโต 18% ที่ระดับ 0.44 บาท
เนื่องจาก 14% Dilution effect จากการแปลง CCET-W2 ครั้งสุดท้ายที่เหลืออยู่ 111.5 ล้าน
หน่วย ซี่งจะหมดอายุเดือนก.ย.ปีนี้ และการเพิ่มทุน Taiwan Depository Receipts (TDR)
จำนวนไม่เกิน 400 ล้านหุ้นที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ทั้ง 2 ประเด็นจึงไม่น่ามีนัยต่อราคาหุ้น

ปรับขึ้นคำแนะนำเป็น “ซื้อ” ด้วยมูลค่าพื้นฐานปี 54 ที่ระดับ 4.7 บาท (9.5x P/E)
คำแนะนำของเราสะท้อนโอกาสเติบโตของผลการดำเนินงานปี 54-55 รวมถึงโอกาสปรับ
เพิ่มประมาณการกำไรจากการขยายโรงงานและการลดต้นทุนจากการขยายการลงทุนในแนวดิ่ง
และปรับมูลค่าพื้นฐานขึ้นจากเดิม 27% ที่ระดับ 4.7 บาทต่อหุ้น โดยประเมินมูลค่าพื้นฐานตาม
P/E เป้าหมายที่ 9.5 เท่า ระดับที่ซื้อขายสูงสุดในรอบ 12 เดือน โดยใช้กำไรต่อหุ้นปี 54 ในการ
ประเมินมูลค่า ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ระดับ P/E และ P/BV เพียง 8.6 และ 1.0 เท่าตามลำดับ
ซึ่งถูกกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม

ปัจจัยเสี่ยง
โครงสร้างหลักของ CCET ยังเป็นธุรกิจรับจ้างผลิต (EMS/OEM) ที่มีอัตรากำไรขั้นต้น
ต่ำ และการแข่งขันที่รุนแรงเมื่อเทียบกับผู้เล่นในกลุ่ม (HANA, DELTA) ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อ
ประมาณการของเรา อยู่ที่แนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้นที่มักจะลดลงเมื่อคำสั่งซื้อเร่งตัวขึ้น อย่างไรก็
ตามเชื่อว่าการเติบโตของยอดขายจะทำให้เกิดการประหยัดขนาดและสามารถชดเชยแนวโน้มลด
ลงของอัตรากำไรได้ ขณะเดียวกันหากกลยุทธ์การลดต้นทุนโดยอาศัย Synergy ที่เกิดจากการลง
ทุนในแนวดิ่งประสบความสำเร็จ เชื่อว่า CCET จะมีโครงสร้างต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไป และจะ
สามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ในระยะยาว



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/08/10 เวลา 9:33:34

บล.กิมเอ็ง : GRAMMY แนะนำถือ ราคาเป้าหมายอยู่ที่ 15.30 บาท

ปรับลดประมาณการสะท้อนกำไรที่ชะลอตัว
กำไรปกติในไตรมาส 2/53 ลดลง 25% yoy เป็น 118 ล้านบาทเนื่องจากเหตุการณ์
ความไม่สงบซึ่งส่งผลกระทบต่อกิจกรรมด้านบันเทิง เรามีการปรับลดประมาณการกำไรปีนี้และปี
หน้าลง 19% และ 17% ตามลำดับ โดยคาดว่าธุรกิจเพลงจะยังคงชะลอตัวแต่ธุรกิจโทรทัศน์
โทรทัศน์ดาวเทียม และ การจัดกิจกรรมการตลาดจะยังเติบโต ราคาเป้าหมายอยู่ที่ 15.30 บาท
อ้างอิง PER ปี 2554 ที่ 15 เท่า แนะนำ ถือ

กำไรปกติลดลง 25% yoy เป็น 118 ล้านบาท
GRAMMY มีกำไรสุทธิไตรมาส 2/53 เท่ากับ 118 ล้านบาทลดลง 43% yoy หาก
ไม่รวมรายการพิเศษทางภาษีในไตรมาส 2/52 กำไรของบริษัทลดลง 25% yoy มีสาเหตุมาจาก
เหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองซึ่งส่งผลต่อกิจกรรมด้าน บันเทิงไม่ว่าจะเป็น คอนเสิร์ต การ
แสดง และ งานจ้างศิลปิน อีกทั้งรายได้จากธุรกิจเพลงก็ปรับตัวลดลงจากการชะลอวางแผงอัลบั้ม
ใหม่ของ ศิลปินหลัก ส่วนธุรกิจที่ยังเติบโต ได้แก่ ธุรกิจโทรทัศน์ ซึ่งเป็นผลมาจากรายการได้รับ
ความนิยมมากขึ้น (ละครและซิทคอม) และการปรับขึ้นค่าโฆษณาบางรายการขณะที่ธุรกิจทีวีดาว
เทียมก็สร้างรายได้ เพิ่มขึ้นอย่างมาก รายได้จากการจัดกิจกรรมการตลาดเติบโตเล็กน้อยโดยมี
รายได้ประมาณ 130 ล้านบาทจากงาน World Expo ที่เซี่ยงไฮ้

คาดผลประกอบการทรงตัวในครึ่งหลังของปี
เรามีการปรับลดประมาณการกำไรในปีนี้และปีหน้า 19% และ 17% ตามลำดับเนื่อง
จากกำไรในครึ่งแรกของปีนี้คิดเป็นเพียง 40% ของกำไรที่คาดไว้เดิมประกอบกับในครึ่งหลังผล
ประกอบการคาดว่าทรงตัวเมื่อ เทียบกับครึ่งแรก ธุรกิจเพลงยังไม่มีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจนขณะที่
ธุรกิจดิจิตอล (ดาวน์โหลดเพลง/เสียงรอสาย) ชะลอการเติบโตลงหลังจากขยาวตัวสูงในปีก่อน
อย่างไรก็ดีหลังจากสถานการณ์การเมืองคลี่คลายลงคาดว่าจะมีกิจกรรมด้าน บันเทิงมากขึ้น เช่น
คอนเสิร์ต และ การจัดกิจกรรมการตลาด อีกทั้ง GRAMMY จะมีภาพยนตร์เข้าฉาย 3 เรื่อง
(จากในครึ่งปีแรกที่มีเพียง 1 เรื่อง) ส่วนธุรกิจโทรทัศน์น่าจะเติบโตได้ต่อเนื่องจากอัตราการใช้
เวลาโฆษณาที่หนา แน่นตามการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมโฆษณา ธุรกิจที่มีอัตราเติบโตสูงคือทีวี
ดาวเทียม 4 ช่องซึ่งสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งโดยบริษัทคาดว่าจะถึงจุดคุ้มทุน ภายใน
ปลายปีนี้ สำหรับการสร้างสตูดิโอและการออกอากาศ Bird Animation เลื่อนไปเป็นปีหน้า หลัง
ปรับประมาณการคาดว่ากำไรปกติปีนี้จะลดลง 9% เป็น 464 ล้านบาท (0.87 บาท/หุ้น) แต่จะฟื้น
ตัวขึ้น 17% เป็น 541 ล้านบาท (1.02 บาท/หุ้น) ในปีหน้าจากการขยายตัวของธุรกิจโทรทัศน์
โทรทัศน์ดาวเทียม และ การจัดกิจกรรมการตลาด

จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.40 บาท/หุ้น
ฐานะการ เงินยังคงแข็งแกร่งโดยมีฐานะเป็นเงินสดสุทธิ (Net cash) บริษัทประกาศ
จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.40 บาท/หุ้น (XD 24 ส.ค.) ซึ่งคิดเป็นอัตราผลตอบแทนครึ่งปีที่
2.6% เราประเมินราคาเป้าหมายของ GRAMMY เท่ากับ 15.30 บาทจากการอ้างอิง PER ปี
2554 ที่ 15 เท่า แนะนำ ถือ






เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/08/10 เวลา 9:25:43

บล.ซิกโก้ : BCP แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 20 บาท

บล.ซิกโก้ : BCP แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 20 บาท

กระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง
บริษัทวางแผนลดความเสี่ยงจากความผันผวนของธุรกิจโรงกลั่นตามวัฎจักรราคาน้ำมัน
โดยทำการขยายการลงทุนในธุรกิจเอทานอล (อยู่ระหว่างการเจรจาซื้อโรงเอทานอล 2 โรงร่วม
กับพันธมิตร โดยบริษัทจะถือหุ้นในสัดส่วน 40-70% คาดจะทราบผลใน 3Q10E) โรงไฟฟ้าพลัง
แสงอาทิตย์-โซล่าฟาร์ม (ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการก่อสร้างในจำนวน 38 MW และมีเป้าจะเพิ่ม
ขึ้นเป็น 100 MW) และธุรกิจเหมืองแร่โปแตชอาเซียน (เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 16.4%) ภาย
ใต้งบลงทุนกว่า 2.3 หมื่นลบ.ในช่วงระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า (โครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ 1.5
หมื่นลบ. / ธุรกิจ เอทานอลและไบโอดีเซล 3,000 ลบ. / เหมืองแร่โปแตซ 2,500 ลบ. / ลงทุน
เพิ่มเติมในโรงกลั่น 2,500 ลบ.) เรามองถึงผลบวกจากกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงดังกล่าวที่
จะช่วยลดความผันผวนของผลประกอบการในช่วงตลาดน้ำมันขาลงได้เป็นอย่างดีจากปัจจุบันที่
บริษัทมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจการตลาดอยู่ที่ประมาณ 70% ต่อ 30% ซึ่ง
ทางบริษัทคาดว่าสัดส่วนรายได้จากธุรกิจโรงกลั่นจะลดลงเหลือ 40% โดยมีโครงการลงทุนใหม่
เข้ามาทดแทนที่สัดส่วน 30% ขณะที่ธุรกิจการตลาดยังมีสัดส่วนคงเดิมที่ 30%

คาดแนวโน้มกำไรช่วง 2H10E ยังทรงตัวจาก 1H10A
เราประเมินกำไรในช่วง 2H10E จะยังคงอยู่ในระดับทรงตัวจากช่วง 1H10A โดย
ค่าการกลั่นในไตรมาส 3 ล่าสุดยังคงฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนอย่างต่อเนื่อง (QTD เพิ่มขึ้นราว
24%QoQ) แม้โดยปกติแล้วจะเป็นช่วง Low season ของโรงกลั่นอันเกิดจากการที่โรงกลั่น
บางโรงต้องหยุดซ่อมบำรุงที่ไม่ได้เป็นไปตามแผน เช่นโรง Formosa ในไต้หวันที่เกิดเหตุไฟ
ไหม้ และบางโรงที่ต้องหยุดการกลั่นหรือลดระดับการกลั่นเนื่องจากค่าการกลั่นที่อยู่ในระดับค่อน
ข้างต่ำในช่วงก่อนหน้าและเมื่อพิจารณาถึงภาวะตลาดน้ำมันแล้ว จะพบว่ายังมีแนวโน้มที่ดีขึ้นต่อ
เนื่องจากภาวะอุปสงค์ที่ยังเติบโต(โดยเฉพาะในภาคขนส่งและปิโตรเคมีและมีภูมิภาคเอเชียและ
ตะวันออกกลางเป็นตัวผลักดัน) ซึ่งทางสำนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าความต้องการใช้น้ำมันในปีนี้
จะเพิ่มขึ้น 1.8 ล้านบาร์เรล/วันเป็น 86.4 ล้านบาร์เรล/วัน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 87.8 ล้านบาร์เรล/
วันในปีหน้า อันจะถือเป็นแรงหนุนค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับค่อนข้างดีได้ต่อไป โดยเราคาดการณ์
กำไรของปี FY10E ที่ 2,297 ลบ.

คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 20 บาท
BCP ยังคงเป็นโรงกลั่นที่เทรด PER ในระดับต่ำกว่าโรงกลั่นอื่น ๆ (เฉลี่ย PER
โรงกลั่นอยู่ที่ราว 8-10 เท่า) ซึ่งยังไม่ได้สะท้อนภาพโรงกลั่นที่มีการ upgrade เป็น Complex
refinery แล้วในปัจจุบัน ดังนั้นจากระดับราคาหุ้นที่ยังดึงดูดให้เกิดการ re-rated และการจ่าย
เงินปันผลในระดับค่อนข้างสูง (คาดจะจ่ายจากผลประกอบการ 1H10A ที่ 0.4 บ./หุ้น) ทำให้เรา
ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และประเมินมูลค่าเหมาะสมอิงกับ PER 8x ได้เท่ากับ 20 บาท



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/08/10 เวลา 9:19:37

วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553

บล.ทรีนีตี้ : STA แนะนำ Buy on Weakness

บล.ทรีนีตี้ : STA แนะนำ Buy on Weakness ประเมินมูลค่าเหมาะสมเป็น 25.50 บาท

กำหนดราคาขาย PO สิงคโปร์ ต่ำกว่าคาดหมาย
หากการทำ PO ในตลาดสิงคโปร์มีช่วงราคาที่ต่ำเพียง 18.50-21 บาท เราคาดว่าราคาหุ้น
ยังมีโอกาสปรับตัวลงมาสะท้อนช่วงราคาดังกล่าวก่อน น่าผิดหวังที่กำหนดราคา PO ต่ำกว่าราคา
ในตลาดหุ้นไทย ทั้งนี้เราได้รวมผลของ Dilution Effect เข้าไปแล้ว เพราะ STA ประกาศเพิ่ม
ทุนมาระยะหนึ่งแล้ว STA อาจปรับตัวขึ้นต่อได้หากเข้า Listed ในตลาดสิงคโปร์แล้วได้กระแส
ตอบรับดี ระยะสั้นต้องถือว่าราคา PO ที่สิงคโปร์แค่ 18.5-21 บาท ไม่ค่อยแฟร์กับผู้ถือหุ้นใน
เมืองไทยมากนัก จึงแนะนำนักลงทุนซื้ออ่อนตัวในช่วง 18.5-21 บาท ยังไม่ Bullish ต่อจนกว่า
จะผ่านพ้นช่วงไตรมาส 3/53 เป็นต้นไป
กำหนดราคา PO ในสิงคโปร์: STA เตรียมระดมทุน 252 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์(187 ล้าน
ดอลลาร์สหรัฐฯ) จากการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนแบบ 2 ตลาด (Dual List)ในตลาดหลักทรัพย์ฯ
สิงคโปร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ STA ได้ประกาศเพิ่มทุน เสนอขายหุ้นใหม่ 280 ล้านหุ้น คิดเป็น
Dilution Effect 22% เป็นการเพิ่มทุนจาก 1,000 ล้านหุ้นเป็น 1,280 ล้านหุ้น พาร์ 1 บาท ไป
แล้ว ทั้งนี้ มีการกำหนดราคาเบื้องต้นอยู่ในช่วง0.79-0.90 เหรียญฯ สิงคโปร์ต่อหุ้น หรือ 18.50-
21.00 บาทต่อหุ้น เงินเพิ่มทุนดังกล่าวจะนำไปใช้ในการสร้างและขยายโรงงานผลิตยางใหม่, ซื้อ
กิจการ และเป็นทุนดำเนินงาน โรดโชว์ระหว่างประเทศจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 19-27ส.ค.53 และจะมี
การกำหนดราคาในวันที่ 1 ก.ย.53 และกำหนดเป้าหมายในการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น
สิงคโปร์ในวันที่ 9 ก.ย.53 ดีบีเอสจะเป็นนายทะเบียนและผู้จัดจำหน่ายในการเสนอขายหุ้นแต่
เพียงผู้เดียว
ระวังไตรมาส 3/53 และ 4/53 กำไรอ่อนแอ: เราคาด STA มีกำไรเพียง 500-600ล้าน
บาทต่อไตรมาส โดยไตรมาส 3/53 น่าจะเป็นช่วงที่กำไรอ่อนแอลงที่สุดของปีต้องยอมรับว่าไตร
มาส 3 ของทุกปี จะเป็นช่วงที่คุมมาร์จิ้นได้ยากกว่าครึ่งปีแรก
ประเมินมูลค่าเหมาะสมเป็น 25.50 บาท: เราใช้ราคา PER ประมาณ 10 เท่าประเมิน
ราคาเหมาะสมของ STA ระยะยาวยังเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมยางพาราที่ดีขึ้นต่อเนื่อง





เรียบเรียง โดย สุกัญญา ลาสุธรรม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 20/08/10 เวลา 9:42:41

บล.ฟิลลิป : AS ราคาพื้นฐานปี 54 ที่ 14 บาท แนะนำ “ซื้อ”

บล.ฟิลลิป : AS ราคาพื้นฐานปี 54 ที่ 14 บาท แนะนำ “ซื้อ”

2Q53 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 59.72% YoY แต่ต่ำกว่าคาด
2Q53 รายได้ลดลง 1.90% YoY มาอยู่ที่ 354.26 ล้านบาท จากเกมออนไลน์ที่เติบโต
2.50% โดยรายได้ในประเทศเติบโต 4.07% มาจากรายได้เกมใหม่ “Twelve Sky 2” ที่เปิด
ใน 1Q53 แต่รายได้ต่างประเทศลดลง 0.94% ส่วนเกมอ๊อฟไลน์รายได้ลดลง 95.76% ลดลงทั้ง
ในไทยและต่างประเทศ เนื่องจากไม่ได้เป็นตัวแทนขายเกมในบริษัทอื่น ต้นทุนลดลง 14.87%
เนื่องจากค่าลิขสิทธ์ของเกมเก่า ๆ หมดลง ในขณะที่เกมใหม่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ลดลง ค่าใช้จ่ายขาย/
บริหารลดลง 15.70% จากการปรับลดจำนวนพนักงานในต่างประเทศจาก 200 คน เหลือ 140
คน, การย้าย Customer Service จากสิงคโปร์ไปมาเลเซียซึ่งมีต้นทุนถูกกว่า และค่าใช้จ่าย
การตลาดที่ถูกเลื่อนไปตามเปิดเกมใหม่ จึงส่งผลให้กำไร สุทธิเพิ่มขึ้น 59.72% YoY และ
17.57% QoQ มาอยู่ที่ 73.88 ล้านบาท ต่ำกว่าคาดที่ 79.24 ล้านบาท โดยกำไรในประเทศ
เติบโต 27.16% YoY เป็น 67.98 ล้านบาท และในต่างประเทศมีกำไร 5.90 บาทจากที่ขาดทุน
7.21 ล้านบาทในปีก่อน
ครึ่งปีแรกรายได้อยู่ที่ 714.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 0.26% แต่การควบคุมต้นทุนและ
ค่าใช้จ่าย ทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 83.26% เป็น 136.71 ล้านบาท และประกาศจ่ายปันผล 0.43
บาท/หุ้น XD วันที่ 26 ส.ค. และจ่าย 9 ก.ย. 2553

แนวโน้มครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก ทั้งจากฤดูกาลและการเปิดเกมใหม่
ปกติในครึ่งปีหลังจะเป็นฤดูกาลที่สูงกว่าครึ่งปีแรกโดยเฉพาะในไตรมาส 4 ที่จะสูงสุด
ของปี อีกทั้งมีการเปิดเกมในไทยอีก 2 เกม “Rohan” ที่เริ่มมีรายได้ 29 ก.ค. 2553 ในวันแรก
สามารถทำรายได้สูงเป็นเท่าตัวของ “Twelve Sky 2” ถือเป็นเกมใหม่ที่ประสบความสำเร็จในปี
นี้ และในต้นเดือน ก.ย. จะเปิดเกมใหม่ “8 เทพอสูรมังกรฟ้า” ซึ่งประสบความสำเร็จมากในจีน
จึงมองว่าน่าจะได้รับการตอบรับที่ดีไทย และน่าจะทำรายได้ดีเช่นเดียวกับ “Rohan” ส่วนในต่าง
ประเทศ 2Q53 มีการเปิดเกม “Ray City และ Monster Forest” ที่สิงคโปร์ รายได้ยังไม่ดี แต่
ก็คาดว่าจะค่อยๆปรับตัวขึ้น และครึ่งหลังจะเปิด เกม “Priston Tale 2” ที่มาเลเซีย
และ “Battle of Immortal” ที่สิงคโปร์ จึงทำให้ทางฝ่ายมองว่าใน ครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก

ต้นทุนมีแนวโน้มลดลง ขยายไปซอฟท์แวร์อื่น และการลงทุนในต่างประเทศ
AS ได้จับมือกับ 1-2-Call ในการทำ Cash Card ซึ่งสามารถนำมาเติบในเกมของ
AS ได้ จะเริ่มเปิดตัวใน 3Q53 นี้ AS คาดว่าจะทำให้ต้นทุนการกระจายบัตรเติมเงินในเกมลด
ลงราว 5% ของต้นทุนดังกล่าว นอกจากนี้ยังเข้าสู่ Utilities Software มากขึ้นหลังเปิดตัว
Software Anti Virus “Kingsoft” โดยจะมี ALZip และ ALSee ซึ่งเป็นโปรแกรมในการ
Zip File และตกแต่งภาพ โดยจะเก็บค่าบริการเฉพาะลูกค้าที่เป็นบริษัทหรือองค์กร ส่วนการลง
ทุนในต่างประเทศยังมองไปที่เวียดนามและอินโดนีเซีย ใช้เงินลงทุนเริ่มแรกแห่งละ 70 ล้าน
บาท โดยสิ้นปีนี้อาจจะเข้าลงทุนได้หนึ่งหรือทั้งสองประเทศ

ปรับคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2553 ขึ้น และคาดในปี 2554 เติบโต 12.13%
่จากเกมใหม่ที่เปิดและประสบความสำเร็จในครึ่งปีหลัง จึงปรับคาดการณ์รายได้ขึ้นเล็ก
น้อยเป็น1,604.76 ล้านบาท และปรับในส่วนของต้นทุนและค่าใช้จ่ายลงตามทิศทางในครึ่งปี
แรก ทำให้คาดการณ์กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 279.91 ล้านบาท จากเดิมที่ 251.09 ล้านบาท และ
ในปี 2554 คาดรายได้จะปรับขึ้นเป็น 1,741.12 ล้านบาท และกำไรสุทธิเติบโตอีก 12.13%
เป็น 313.87 ล้านบาท บนสมมติฐานว่าเกมที่เปิดในครึ่งปีหลัง จะยังได้รับความนิยมต่อเนื่องและ
รับรู้รายได้เต็มปี โดยที่ยังไม่รวมการลงทุนในเวียดนามและ อินโดนีเซีย อิง P/E 14 เท่า ราคา
พื้นฐานปี 2553 อยู่ที่ 12.50 บาท และเพิ่มเป็น 14 บาทในปี 2554 ยังคงแนะนำ “ซื้อ”



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 20/08/10 เวลา 9:29:20

บล.ฟินันเซีย ไซรัส : แนะนำหุ้นเด่นทางเทคนิค BEC ให้ซื้อเก็งกำไร

บล.ฟินันเซีย ไซรัส : แนะนำหุ้นเด่นทางเทคนิค BEC ให้ซื้อเก็งกำไร

BEC : ซื้อเก็งกำไร
ราคาปิด : 30
แนวรับ : 29.50-29
แนวต้าน : 33-34

ราคาแกว่งทรงตัวในลักษณะบีบแคบเข้ามาเรื่อยๆ ก่อนจะเริ่มมีวอลุ่มหนาตาขึ้นเมื่อวาน
นี้ ขณะที่รูปแบบกราฟราคาและการฟอร์มตัวของ Indicators ต่างๆ ก็เริ่มสนับสนุนในเชิงบวก
ทำให้คาดว่าราคามีโอกาสขยับผ่านต้านแรกแถว 30.50 บ.เพื่อขึ้นหาแนวต้านข้างต้นให้ทำกำไร
ตามรอบได้ น่าเทรดดิ้งตาม




เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 20/08/10 เวลา 9:25:53

บล.ฟิลลิป : PTT แนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 320 บาท

บล.ฟิลลิป : PTT แนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 320 บาท

บริษัทปรับเพิ่มประมาณการก๊าซผ่านท่อเพิ่มขึ้นเป็น 14%
ใน 1H53 บริษัทมีปริมาณขายก๊าซผ่านท่อเท่ากับ 3,928 mmcfd เติบโตสูง 14.1%
YoY โดย EGAT เป็นผู้ใช้ก๊าซสูงสุดที่ 34% จากยอดรวม และมีอัตราการใช้เพิ่มขึ้น 18.8%
YoY เนื่องจากภาวะอากาศที่ร้อนทำให้การใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และ NGV มีอัตราการเพิ่มสูง สุดที่
38.5%YoY เนื่องจากเป็นฐานที่ต่ำและเป็นช่วงส่งเสริมให้เป็นพลังงานทางเลือก โดยขายราคา
ที่ 8.50 บาทต่อกิโลกรัม ต่ำกว่าต้นทุน และรัฐบาลใช้เงินกองทุนน้ำมัน อุดหนุน 2 บาท/กิโลกรัม
ถึง 28 ก.พ.2554 แต่ถ้าเทียบเป็นสัดส่วนต่อยอดรวมยังต่ำสุด เพียง 4% สำหรับลูกค้ากลุ่ม
อุตสาหกรรมเติบโตสูงเป็นอันดับ 2 เพิ่มขึ้น 24.7% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ ที่ฟื้นตัว ทำให้
โรงงานส่วนใหญ่ใช้กำลังการผลิตสูงขึ้นจากคำสั่งซื้อที่เพิ่มเข้ามา ซึ่งจากความต้องการใช้
ก๊าซธรรมชาติที่เติบโตแข็งแกร่งมากใน 1H53 และคาดว่าแนวโน้ม 2H53 ความต้องการใช้
ก๊าซยังแข็งแกร่งต่อเนื่อง และการใช้ก๊าซของโรงแยกก๊าซจะเพิ่มขึ้นหลังจากโรงอีเทนเริ่มผลิต
เชิงพาณิชย์เมื่อ 1 ก.ค.53 ดังนั้นบริษัทจึงได้ปรับ เพิ่มคาดการณ์อัตราการเติบโตของความต้อง
การใช้ก๊าซธรรมชาติในปี 2553 เพิ่มขึ้นเป็น 14% แม้ว่า GSP 6 จะไม่ได้เริ่มดำเนินการจาก
เดิมที่คาดว่าจะเติบโต 5-10%

GSP 6 รอประกาศวันที่ 23 ส.ค. และทำตามม.67(2) คู่ขนานไปด้วย
บริษัทได้ทำ EHIA ของโครงการ GSP 6 คู่ขนานไปด้วยระหว่างที่รอประกาศประเภท
กิจการต้องห้ามจากกระทรวงทรัพยากร โดยบริษัทอยู่ระหว่างจัดทำรายงาน EHIA ซึ่งคาดว่าจะ
เสร็จและเข้าสู่ขั้นตอน Public Review ใน 4Q53 แต่อย่างไรก็ตามจากข่าวที่ออก มาว่าในวันที่
23 ส.ค. รัฐบาลจะให้ความชัดเจนสำหรับการแก้ไขปัญหามาบตาพุด โดยหลายฝ่ายคาดการณ์ว่า
มีความเป็นไปได้ว่าจะประกาศประเภท กิจการที่ต้องปฏิบัติตามม.67(2) ซึ่งถ้าเป็นไปตาม ตลาด
คาดการณ์และประเภทกิจการที่จะประกาศ เป็นไปตามร่างของคุณอานันท์ ปันยารชุน และ
คณะกรรมการ 4 ฝ่าย โรงแยกก๊าซจะไม่ติดอยู่ในกลุ่ม ซึ่งจะทำให้ข้อกังวลของหุ้น PTT หมดไป
และขั้นตอนต่อไปคือบริษัทกฎเกณฑ์อ้างอิงไป ขอใบอนุญาติเดินเครื่องกับกระทรวง อุตสาหกรรม
และยื่นอนุญาติต่อศาล

แนวโน้ม 2H53 กำไรยังมาจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก
คาดกำไรใน 2Q53 ที่ 16,685 ล้านบาท จะเป็นงวดต่ำสุดของปี และแนวโน้มใน
2H53 กำไรจะมาจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติเป็นหลักจากความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติที่ยังแข็ง
แกร่งและโรงแยกก๊าซจะมีปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น แต่อัตรากำไรคาดว่าจะอ่อนตัวลงตามราคา
ผผลิตภัณฑ์ สายโอเลฟินส์จากอุปทานที่เพิ่มเข้ามา สำหรับส่วนแบ่งกำไรของบ.ร่วม แนวโน้มค่า
การกลั่นฟื้นตัวแต่ถูกกดดันจากธุรกิจปิโตรเคมีที่แย่ลง ซึ่งโดยรวมแล้วคาดว่าจะฟื้นตัวได้แค่
QoQ แต่เทียบ YoY ลดลง

คาดเงินปันผลระหว่างกาลที่ 4.50 บาทต่อหุ้น และปัจจัยลบจากมาบตาพุดใกล้จบลง
ราคาหุ้น PTT ปรับขึ้นน้อยกว่าตลาดมาก ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 6% ในขณะ
ที่ SET เพิ่มขึ้น 16.4% จากปัจจัยต่างๆ และความไม่ชัดเจนกดดันราคาหุ้นเช่น มาบตาพุด,
ราคาขาย LPG,NGV ที่ถูกควบคุม แต่อย่างไรก็ตามทางฝ่ายคาดปัญหามาบตาพุดใกล้จะจบ
แล้วไม่ว่าจะด้วยประกาศของกระทรวงทรัพยากร หรือการทำตามม.67(2) ที่บริษัทดำเนินการคู่
ขนานไป ดังนั้นทางฝ่ายแนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 320 บาท และคาดบริษัทจะจ่ายเงินปันผล
ระหว่างกาลที่ 4.50 บาท



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 20/08/10 เวลา 9:25:27

บล.ธนชาต : แนะนำหุ้นทางเทคนิค SCC ซื้อเก็งกำไร

บล.ธนชาต : แนะนำหุ้นทางเทคนิค SCC ซื้อเก็งกำไร

SCC – ซื้อเก็งกำไร ราคาปิด 268 บาท & 916; +8 บาท
แนวรับ: 267 แนวต้าน: 274-277
ตัดขาดทุน 266
ระยะสั้นฟื้นตัวขึ้นมาด้วยรูปแบบ Double Bottoms โดยมีอัตราเร่งมากขึ้น เมื่อ
ค่าสัญญาณยังอยู่ในระดับต่ำ อาทิ RSI และ Stochastic รวมทั้ง MACD ที่บ่งชี้ทิศ
ทางบวก คาดมีโอกาสที่จะปรับขึ้นต่อเนื่องเข้าแนวต้านแรก 274 และมีแนวต้าน
ถัดไปที่ 277-280
ขณะที่ Vol. และเส้นค่าเฉลี่ยยังเพิ่มอัตราเร่งในการต่อยอดราคา





เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 20/08/10 เวลา 9:23:47

บล.ฟิลลิป : QH แนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 2.80 บาท

บล.ฟิลลิป : QH แนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 2.80 บาท

คาดหมายการขายดีขึ้นในช่วงต่อไปตามแผนการเปืดโครงการใหม่
ยอดจองแนวราบ 6 สัปดาห์ใน 3Q52 ได้มาเพียง 1 พันล้านบาท เทียบกับยอดจอง
1Q53 และ 2Q53 ที่ 2.6 พันล้านบาท และ 2.2 พันล้านบาท ยอดจองเริ่มต้น 3Q53 ค่อนต่ำ
ส่วนหนึ่งมาจากโครงการใหม่ที่เปิด 3Q53 ยังเปิดตัวไม่หมด ทางฝ่ายจึงคาดหมายแนวโน้มดีขึ้น
ในช่วงต่อไป โดยทางฝ่ายคงประมาณการยอดจองแนวราบ 2H53 อยู่ที่ 5.7 พันล้านบาท
รวมกับยอดจอง 1H53 ที่ 4.8 พันล้านบาท ยอดจองทั้งปีที่ 10.5 พันล้านบาท ทรงตัวจากปีก่อน
ขณะที่ตั้งเป้ายอดจองแนวราบปีหน้าเติบโต 10% เป็น 11.3 พันล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามแผนการ
เปิดโครงการแนวราบปีหน้าจำนวน 14 โครงการ มูลค่า 18 พันล้านบาท
ในเวลาเดียวกัน ยอดจองของโครงการคอนโดฯตลาดบนของ QH ที่หลังสวน มูลค่า
3.51 พันล้านบาทเริ่มเข้ามาแล้ว 500 ล้านบาทหลังจากเปิดโครงการช่วงปลาย 2Q53 ล่าสุด
กำลังขายอีก 5 ยูนิต มูลค่า 100 ล้านบาท ทางฝ่ายคาดหมายการขายปีนี้ที่ 800-900 ล้านบาท
และคาดหมายยอดโอน 4Q53 ที่ 700 ล้านบาท ซึ่งปรับเพิ่มจากประการเดิมที่ 500 ล้านบาท
ส่วนยอดโอนของโครงการนี้ในปี 54 ยังคงไว้ที่ 2 พันล้านบาท ทั้งนี้ หากสถานการณ์เศรษฐกิจการ
เมืองมีเสถียรภาพ การขายเต็มปีในปีหน้าก็น่าจะได้เป็น 2 เท่าของการขายปีนี้ที่ได้ผลลบจากการ
เมืองช่วงต้นปี ส่วนอีกโครงการ Casa Condo ท่าพระ มูลค่า 590 ล้านบาท มียอดจองแล้ว
160 ล้านบาท ทำเลที่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS ต่อขยาย ซึ่งคาดว่าจะเปิดเดินรถได้ในปีหน้า การ
ขายและโอนก็น่าจะจบในปีหน้าได้ ขณะที่ ทางบริษัทมีแผนเปิดโครงการใหม่เพิ่มอีก 4 โครงการ
(1 โครงการภายใต้ Casa และอีก 3 ภายใต้ The Trust Residence) โดยที่
Casa Condo สุขุมวิท 97 เปิดขาย 4Q53 มูลค่า 518 ล้านบาท ก็น่าจะสร้างรายได้
โอนหมด ในปี 54
The Trust 3 โครงการใน 3 ทำเล: The Trust นวลจันทร์ มูลค่า 1.3 พันล้านบาท
ทางฝ่าย คาดว่าจะขายโอนรับรู้ได้ 40% (521 ล้านบาท) ในปี 54 ส่วนที่เหลือ 781 ล้านบาท
ในปี 55 ขณะที่ The Trust Residence ปิ่นเกล้า มูลค่า 2.2 พันล้านบาท และ The Trust
Residence พระราม 3 มูลค่า 2.5 พันล้านบาท น่าจะสร้างยอดขายและโอนได้ในปี 55
ประมาณ 50-60% หรือ 1.1 พันล้านบาท และ 1.5 พันล้านบาท การขยายโครงการคอนโดฯ มาก
ขึ้นจะช่วยลดความเสี่ยงของรายได้จาก คอนโดฯได้
ส่วนผสมของรายได้จากคอนโดฯและแนวราบ ทางฝ่ายคาดหมายรายได้จากการขาย
โครงการอสังหาฯปี 54 เติบโต 10% ต่อเนื่องจาก 32% ในปี 53

ยังเห็นโอกาสกำไรเติบโตต่อเนื่องในปี 54
รายได้จากธุรกิจเช่าไม่น่าจะมีการเติบโตมาก แม้ว่า Center Point หลังสวนจะปิด
ซ่อม 1 ปีเพื่อปรับปรุง แต่ อัตราการเช่าที่ต่ำมากในปี 53 ทำให้การปรับตัวที่ดีขึ้นในอาคารที่
เหลืออีก 7 โครงการจะทำให้ผล ลบไม่มาก รายได้ของ Center Point หลังสวนต่อปีที่อัตราการ
เช่า 60% อยู่ที่ 80 ล้านบาท ดังนี้รายได้รวมจะเติบโตจากรายได้อสังหาฯเป็นหลัก โดยคาด
หมาย Growth 29% และ 9% แม้ภาระภาษีอสังหาฯที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ 2Q53 รายได้ที่เติบโตสูง
ในปี 53 และ Margin อสังหาฯที่ดีขึ้นจาก 1H53 ซึ่งมีขายบ้านสต๊อกเก่า Margin ต่ำ กำไรก่อน
รายการพิเศษและกำไรสุทธิยังเพิ่มขึ้น 21% และ 27% ในเวลาเดียวกัน กำไรปี 54 ก็ยังมีโอกาส
เติบโต 7% แม้จะมีภาระภาษีอสังหาฯเต็มปี Margin ยืนได้ที่ 30-31% จาก 29% น่าจะผลักดัน
กำไรได้ในที่สุด

การประเมินมูลค่าหุ้น
แม้ว่าปัจจัยเร่งด้านยอดจองไม่มาก แต่ทิศทางการขายก็ยังคาดหวังได้ รวมทั้งแผนการ
ขายโครงการคอนโดฯยังคาดหมาย Momentum ที่ดีได้ ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตต่อเนื่องไปในปี
54 ได้ราคาหุ้นค่อนข้าง Underperform ต่อกลุ่มฯเพราะรอ Momentum ยอดจอง อย่างไรก็ดี
ณ ราคาปิดล่าสุดซื้อขาย P/E ปีนี้ และ ปีหน้า เพียง 9 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 11 เท่า และ
Yield ที่ 5-6% ทางฝ่ายคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 2.80 บาท ซึ่งปรับขึ้นจาก 2.60 บาท
ตามการ Roll-over P/E เป้าหมาย 11 เท่า ไปใช้กำไรปี 54



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 20/08/10 เวลา 9:21:40

บล.ธนชาต : แนะนำหุ้นทางเทคนิค BEC ซื้อเก็งกำไร

บล.ธนชาต : แนะนำหุ้นทางเทคนิค BEC ซื้อเก็งกำไร

BEC – ซื้อเก็งกำไร ราคาปิด 30 บาท & 916; +0.50 บาท
แนวรับ: 29.50 แนวต้าน: 32-34
ตัดขาดทุน 29
ทยอยยก Low และ High สูงขึ้น กำลังจะทดสอบแนวต้านย่อยๆ 30.50 เพื่อ
ดึงแนวโน้มกลับสู่รอบ Sideway up ระยะการดีดคืนหลังจาก Sideway มีโอกาสที่จะ
ปรับเข้าหาแนวต้าน 32 และ 34 ในลักษณะ New High
ค่าสัญญาณกำลังทยอยดีดขึ้น พร้อมด้วยการหนุนของ Vol.





เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 20/08/10 เวลา 9:19:35

บล.ฟิลลิป : TK ราคาพื้นฐานที่ 9.00 บาท แนะนำ 'ซื้อ'

บล.ฟิลลิป : TK ราคาพื้นฐานที่ 9.00 บาท แนะนำ 'ซื้อ'

สรุปผลประกอบการครึ่งปีแรก 2553
กำไรสุทธิครึ่งปีแรก 2553 มีจำนวน 257.53 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นจาก 143.57
ล้านบาท YoY อยู่มากถึง 79.4%
ยอดขายรถจักรยานยนต์และรถยนต์ที่โต 24.7% และ 54.1% YoY ใน 1H53 โดยมี
ปัจจัยสนับสนุนได้แก่ภาพเศรษฐกิจที่แสดงการฟื้นตัวต่อจากปลายปีก่อน รวมถึงภาวะดอกเบี้ยที่
ต่ำ ทั้งนี้ส่งผลให้ TK มีรายได้ขยายรวมตัว 5.5% นำโดยรายได้เช่าซื้อที่โต 11.6% รายได้
1H53 แบ่งได้เป็น สินเชื่อรถจักรยานยนต์ 72%, สินเชื่อรถยนต์ 3% และรายได้อื่น (ค่า
ธรรมเนียมและบริการ, หนี้สูญรับคืน, ฯลฯ) 25%
ค่าใช้จ่ายขายและบริหารรวมคุมได้ดีโดยอัตรา Cost/Income เฉลี่ยอยู่ที่ 50.5%
เทียบ 57.5% YoY ขณะคุณภาพสินทรัพย์อยู่ในเกณฑ์ดีจะเห็นได้จากการตั้งสำรองที่ลดลง
8.9% แม้ยอดเช่าซื้อปรับเพิ่มขึ้น โดย ณ สิ้นไตรมาส 2 NPL (ลูกหนี้เกิน 3 เดือน) เฉลี่ยอยู่ที่
เพียง 3.7% ของพอร์ตสินเชื่อรวมและมี Coverage Ratio อยู่ที่ 141%
หากเทียบผลประกอบการ 1Q และ 2Q พบว่ารายได้อ่อนตัวลงเนื่องจากเป็น Low
Season อีกทั้งมีสำรองเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตามกำไรกลับดีขึ้น 4.6% จากรายจ่ายอื่นที่ลดลง
ต่ำเป็นพิเศษ ซึ่งจากการสอบถามพบว่าเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการ ทวงถามและค่าคอมมิสชั่นแก่
ร้านค้าที่ลดลงเป็นหลัก

ผลการดำเนินงานใน 2H53 คาดอ่อนตัวลง
ผู้บริหารได้ปรับเป้าพอร์ตสินเชื่อปี 2553 จาก 15% สู่ 20% หลังยอดขายในครึ่งปีแรก
แสดงการขยายตัวได้ดี ทั้งนี้บริษัทมีแผนออกหุ้นกู้เพื่อล็อคต้นทุน ระยะยาวเพิ่มเติมอีก 300-
500 ล้านบาท หลังออกไปแล้ว 300 ล้านบาทใน 1H และอีก 500 ล้านบาทในเดือนก.ค. 2553
ส่งผลให้ต้นทุนการเงินเฉลี่ยต่ำกว่าที่ 4% ขณะที่มีต้นทุนคงที่ๆ ราว 80%
ทางฝ่ายคาดกำไรไตรมาส 3 อ่อนตัวลงเทียบ QoQ มาที่ 108.64 ล้านบาทเนื่องจาก
ไตรมาสดังกล่าวเป็นช่วง Low Season เนื่องจากอยู่ในช่วงเพาะปลูก ขณะรายจ่ายคาดกลับสู่
ระดับปกติหลังต่ำเป็นพิเศษ QoQ กำไรทั้งปี 2553 คาดอยู่ที่ 492.52 ล้านบาท ปรับขึ้นจากเดิม
ที่ 429.58 ล้านบาท ราว 14.7% โดยคิดเป็นอัตราการขยายตัว 47.5% YoY คาดหวังปันผลจ่าย
ในอัตรา 0.49 บาท/ หุ้นอิงอัตรา Payout ที่ 50% โดย ณ ระดับราคาหุ้นปัจจุบันยังให้ผลตอบ
แทนในเกณฑ์ดี

คาดหมายสินเชื่อปี 2554 โตในอัตราที่ลดลง
สินเชื่อเช่าซื้อในปี 2554 คาดยังมีทิศทางการโตต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามจากฐานที่กว้าง
ขึ้น อัตราการขยายตัวจะต่ำลง จากการคาดหมายของผู้บริหารว่ายอดขายรถ จักรยานยนต์จะขยาย
ตัวในอัตราไม่เกิน 10% ทางฝ่ายได้ตั้งเป้าสินเชื่อเช่าซื้อของ TK ว่าจะโตได้ราว 12% YoY
กำไรทั้งปีคาดไว้ที่ 532.94 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.2% YoY และ 14.3% จากประมาณการเดิม
ของทางฝ่ายที่ 466.11 ล้านบาท

ทางฝ่ายปรับประมาณการราคาพื้นฐานปี 2553-54 มาที่ 8.30 บาท/หุ้นและ 9.00 บาท/หุ้น
โดยรวมทางฝ่ายยังมีมุมมองที่ดีต่อแนวโน้มการดำเนินธุรกิจของ TK จากการบริหารงาน
ที่ Conservative และผลตอบแทนปันผลในเกณฑ์ดีส่ำเสมอ คาดเห็นอัตรากำไรได้ไม่ได้รับผล
กระทบอย่างมีนัยจากการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยตลาดเนื่องจากมีการล็อคต้นทุนไว้แล้ว อีกทั้ง
บริษัทเองไม่มีนโยบายแข่งขันด้านราคาแต่เน้นด้านบริการมากกว่า ราคาพื้นฐานของปี 2553
ปรับขึ้นจาก 6.70 บาท/หุ้นมาที่ 8.30 บาท/หุ้นอิงค่าเฉลี่ย P/BV และ P/E ที่ 1.2 เท่าและ 9.1
เท่าตามลำดับ (ROE 13%) สำหรับราคาหุ้นปี 2554 ประเมินไว้ที่ 9.00 บาท/หุ้น โดยราคาหุ้น
ล่าสุดยังมี Upside ในเกณฑ์ดี จึงปรับคำแนะนำเป็น 'ซื้อ'



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 20/08/10 เวลา 9:17:15

บล.ธนชาต : PTTAR แนะนำขาย TP Bt20.00

บล.ธนชาต : PTTAR แนะนำขาย TP Bt20.00

กำไรงวด 3Q10 ของ PTTAR น่าจะดีขึ้น ผลักดันโดย GRM ที่แข็งแกร่ง
และไม่มีผลขาดทุนจาก LCM เรายังคงมองลบต่อ aromatic spreads ที่อ่อนแอ
ซึ่งจะกระทบกำไรไปอีก 4 ไตรมาสข้างหน้า PTTAR ไม่ถูก ซื้อขายที่ PE ที่
15 เท่าในปี 2011F เนื่องจากมีอะโรเมติกส์ในสัดส่วนที่สูง และมี debt
leverage มากกว่าโรงกลั่นอื่น เราจึงแนะนำ “ขาย”

ฟื้นตัว แต่ยังไม่สดใส
PTTAR คาดว่ากำไรน่าจะฟื้นตัวในช่วง 3Q10 จาก 2Q10 ที่มีผลขาดทุน
517 ลบ. ซึ่งไม่เหนือความคาดหมายของเรา เนื่องจาก GRM มีแนวโน้ม
แข็งแกร่งตามที่เรากล่าวไว้ในบทวิเคราะห์ “โรงกลั่นยังคงมีแนวโน้มที่ไม่
สดใส” ฉบับวันที่ 16 ก.ค.10 เนื่องจากเรายังคงประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี
ที่ 5.3 พันลบ. เหมือนเดิม กำไรงวด 2H10 ของ PTTAR จึงน่าจะมีสัดส่วน
65% ของประมาณการกำไรทั้งปีของเรา แต่เรายังคงมีมุมมองที่เป็นลบต่อ
aromatics spreads และคาดว่าน่าจะยังคงอ่อนแอไปอย่างน้อย 4 ไตรมาส
เพราะอุปทานใหม่ยังคงเข้ามายังตลาดต่อเนื่อง ขณะที่ความต้องการทั่วโลก
ชะลอตัวลง เราจึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องรีบลงทุน PTTAR มีมูลค่า
แพงที่ PE ที่ 15 เท่าในปี 2011F นอกจากนี้ PTTAR ยังมี downside risk
ต่อกำไรมากกว่าคู่แข่ง เนื่องจากมีสัดส่วนอะโรเมติกส์สูง และมีหนี้สูงที่ 1.2
เท่า vs คู่แข่งที่ 0.6 เท่า แนะนำ “ขาย” โดยมี TP DCF ที่ 20 บาท/หุ้น
กำไรดีขึ้นอย่างมากในช่วง 3Q10 ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดไว้อยู่แล้ว
กำไรของ PTTAR แตะระดับต่ำสุดแล้วใน 2Q10 เนื่องจากการลดลงของ
GRM, aromatics spreads และขาดทุนจากมูลค่าสินค้าคงคลัง ผลการ
ดำเนินงานงวด 3Q10 น่าจะกลับมามีกำไร หนุนโดย GRM ที่แข็งแกร่ง
และมีการเลือกน้ำมันดิบใหม่ ซึ่งทำให้ต้นทุนลดลง โรงผลิต AR2 จะ
ดำเนินงานเต็มไตรมาส vs ช่วง 2Q10 ที่ปิดการดำเนินงาน 1 เดือน
นอกจากนี้เรายังไม่คาดว่าจะมีผลขาดทุนมหาศาลของ LCM อย่างในช่วง
2Q10 เพราะเราไม่คาดว่าราคาผลิตภัณฑ์จะลดลงไปอีกอย่างมาก สำหรับ
ต้นทุน 3Q10 ไม่มีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงจากการปิดโรงผลิต
อะโรเมติกส์ยังคงเป็นปัจจัยลบกดดันกำไรไปอีก 4 ไตรมาส
GRM ที่แข็งแกร่งเป็นบวกต่อ PTTAR เนื่องจากผลิตภัณฑ์โรงกลั่นคิดเป็น
79% ของผลิตภัณฑ์รวม แต่การเพิ่มขึ้นของ GRM US$1/bbl จะเท่ากับ
การเพิ่มขึ้นเพียง US$7 ในเทอมตัน ขณะที่ aromatics spreads น่าจะ
ลดลงมาอยู่ที่ US$50/tonne ในช่วงขาลง เช่นที่เห็นใน 2Q10 ขณะที่ PX
spreads จะอ่อนแอต่อเนื่องไปยังกลางปี 2011 เนื่องจากกำลังการผลิต
PTA ใหม่จะไม่ดูดซับ PX ส่วนเกินจนกว่าจะถึงปลาย 2011 นอกจากนี้เรา
ยังคาดว่าแรงกดดันที่มีต่อ BZ spread จะเห็นชัดเจนในช่วง 2H10
เนื่องจาก 1) จะมีอุปทานใหม่จำนวน 0.9 ล้านตันต่อปี จากเอเชีย และ 0.5-
0.7 ล้านตันต่อปี จากสหรัฐฯ เข้ามา เนื่องจากหลักเกณฑ์ใหม่ของ US ซึ่ง
กำหนดให้โรงกลั่นในสหรัฐฯ ต้องลด BZ ที่ผสมในก๊าซโซลีนลงภายใน 1
ม.ค.11 2) ความต้องการ BZ ที่อ่อนตัวลง เนื่องจากการผลิตยานยนต์ในจีน
ที่ชะลอตัวลง PX-naphtha และ BZ-naphtha spreads ในช่วง 3Q10 จนถึง
ปัจจุบัน ยังคงลดลงอย่างมาก 19% และ 21% จากระดับเฉลี่ยใน 2Q10
กำลังศึกษาแผนที่จะเพิ่มมูลค่าให้แก่ BZ
นอกจากแผน CAPEX 5 ปีที่ US$360m ของ PTTAR ( 57% คือ การ
อัพเกรดผลิตภัณฑ์เพื่อให้ตรงกับ Euro IV ซึ่งมีกำหนดการที่จะดำเนินงาน
เชิงพาณิชย์ในเดืนม.ค. 2012) PTTAR กำลังศึกษาแผนการเพิ่มมูลค่า
ให้กับ BZ ที่บริษัทผลิต ซึ่งหากทำโครงการนี้ จะทำให้มี CAPEX เพิ่มขึ้น
ราว US$150m PTTAR ได้ลงทุนในโครงการ downstream 2 โครงการ ซึ่ง
ใช้ BZ ที่บริษัทฯ ผลิต ซึ่งก็คือ cyclohexane และ 30% ในPTT Phenol





เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 20/08/10 เวลา 9:15:22

บล.ฟิลลิป : TTA แนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐานที่ 29 บาท

บล.ฟิลลิป : TTA แนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐานที่ 29 บาท

3Q53 กำไรสุทธิลดลง 47.50% YoY ดีกว่าคาดเล็กน้อย
รายได้รวมใน 3Q53 ลดลง 7.48% YoY อยู่ที่ 4,535.54 ล้านบาท ต่ำคาดเล็กน้อย
1. เดินเรือ: รายได้ลดลง 26.62% YoY เป็น 2,430.55 ล้านบาท ค่าระวางเพิ่มขึ้น
8.49% YoY เป็น 14,624 ดอลลาร์/วัน/ลำ แต่วันเดินเรือลดลง 29.92% เหลือ 3,240 วัน ทั้ง
จากการขายเรือและการเช่าเรือมาให้บริการลดลง เงินบาท/ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น 6.77%
2. MML: มีรายได้ลดลง 39.27% YoY เป็น 881.38 ล้านบาท เนื่องจาก 1) ธุรกิจ
บริการนอกชายฝั่ง (Subsea) อัตราการใช้งาน (utilization rate) อยู่ที่ 56.89% ลดลงจาก
64.05% ในปีก่อน และค่าเช่ารายวันลดลง 22.8% YoY 2) เรือขุดเจาะ (tender rig) รายได้
ลดลงเนื่องจากทำงานเพียง 1 ลำ แม้ค่าเช่าจะเพิ่มขึ้น แต่อีก 1 ลำยังไม่มีงาน
3. ค่านายหน้าและค่าบริการลดลง 9.81% YoY ตามงานที่ลดลง
4. รายได้จากการขาย 1,106.05 ล้านบาทจากปีก่อนไม่มี มาจาก 1) รับรู้รายได้
จากบริษัทปุ๋ย (Baconco) ที่ 526.41 ล้านบาท และ 2) รับรู้รายได้จาก UMS ที่ 579.64 ล้าน
บาท แต่หากเทียบ QoQ ดีขึ้น 10.67% จากฤดูกาลขายของ Baconco
ต้นทุนรวมเพิ่มขึ้น 2.45% YoY โดยธุรกิจเดินเรือและ MML ต้นทุนลดลงน้อย เพราะ
มีต้นทุนบางรายการปรับตัวขึ้น ค่าใช้จ่ายขาย/บริหารเพิ่มขึ้น 1.99% รายได้อื่นเพิ่มขึ้น เพราะมี
กำไรจากการขายเรือและสินทรัพย์อื่น 196.32 ล้านบาท มีส่วนแบ่งกำไรจาก Petrolift ที่ 24.16
ล้านบาท ที่เข้าไปถือหุ้นในเดือน เม.ย. ที่ 38.83% ทำให้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น
มาก และมีขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนลดลง จึงมีกำไรสุทธิ 185.13 ล้านบาท ลดลง 47.50%
YoY ดีกว่าที่คาดไว้ที่ 178.74 ล้านบาท แต่หากดูเฉพาะจากการดำเนินงานจะมีกำไรที่เพียง
0.47 ล้านบาท จากปีก่อนที่ 464.06 ล้านบาท เมื่อแยกกำไรสุทธิใน 3Q53 จะมาจาก 1) ธุรกิจ
เดินเรือมีกำไรสุทธิ 434.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.56%YoY 2) MML แบ่งขาดทุน 149.75 ล้าน
บาท จากกำไร 459 ล้านบาท เพราะมีบันทึกขาดทุนจากการขายโครงการ KM-1 เข้ามา 237
ล้านบาท ซึ่ง TTA ต้องรับรู้ตามส่วนแบ่งที่ 136 ล้านบาท 3) กลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานมีกำไร
139.24 ล้านบาท จาก 2Q53 ที่กำไร 17.37 ล้านบาท โดยมาจาก UMS แบ่งกำไรให้ 38.60
ล้านบาท, Baconco กำไร 51.08 ล้านบาท ที่เหลือเป็นบริษัทอื่นๆและ 4) TTA และบริษัทอื่นที่
ถือหุ้นเพื่อการลงทุนมีขาดทุน 238.78 ล้านบาท ลดลง 53.38%

ยังคงราคาพื้นฐานเดิมไว้ก่อน และจะพิจารณาหลังประชุมนักวิเคราะห์
ทางฝ่ายจะพิจารณาประมาณการใหม่หลังจากการประชุมนักวิเคราะห์ในวันที่ 25 ส.ค.
นี้ เพื่อดูนโยบายและทิศทางของธุรกิจในด้านต่าง ๆ และจะปรับราคาพื้นฐาน เป็นปี 2554
ปัจจุบัน TTA ถือว่าซื้อขายบน P/BV ต่ำสุดในกลุ่มขนส่งทางเรือ ยังแนะนำ “ซื้อ”
โดยใช้ราคาพื้นฐานเดิมที่ 29 บาทไปก่อน



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 20/08/10 เวลา 9:13:18

บล.ฟิลลิป : HANA แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมปี 54 ที่ 34.75 บาท

แนวโน้มผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังยังดี
แนวโน้มในครึ่งปีหลังผู้บริหารแจ้งว่ายังค่อนข้างดีโดยเฉพาะกลุ่มโทรศัพท์,
คอมพิวเตอร์ที่ยังขยายตัวได้ต่อเนื่องจากความต้องการที่มากโดยเฉพาะตลาดเอเชีย โดยลูกค้า
สำคัญของ HANA ผลิตเพื่อขายในเอเชียราว 60-65% ของยอดขายซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อ
การเติบโตของบริษัท ีแม้ว่าต้องเผชิญกับราคาขายที่ลดลงแต่คาดว่าปริมาณการผลิตที่มากจะ
ชดเชยกับราคาที่ถูกลงได้ สำหรับเงินบาทที่แข็งขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อผลการ
ดำเนินงานอย่างเลี่ยงไม่ได้แต่จากการที่ค่าเงินของคู่แข่งหลักก็แข็งค่าในทิศทางเดียวกันทำให้
บริษัทไม่กังวลว่าจะส่งผลต่อการขายมากนัก อีกทั้งคาดว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เริ่มกลับสู่
ภาวะปกติแล้วไม่เหมือนอย่างเช่นปี 2552 โดยปัจจุบันทุกโรงงานของบริษัทใช้กำลังการผลิตราว
90% ขึ้นไป จากผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกที่ดีกว่าคาดทำให้ทางฝ่ายปรับประมาณการ
ผลการดำเนินงานปี 2553 ขึ้น 21% จากเดิม ปรับประมาณการยอดขายเพิ่มเป็น 529 ล้าน
เหรียญเพิ่มขึ้น 35% เทียบ YoY ขณะที่เงินบาทที่แข็งค่าจะทำให้อัตรากำไรลดลงเทียบ YoY
แต่คาาดว่าสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายจะลดลงเทียบ YoY จากการ
โอนกลับสำรองสินค้าเข้ามา ปรับประมาณการกำไรสุทธิเพิ่มเป็น 2,627 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 29%
เทียบ YoY

โรงงานลำพูนและอยุธยาในส่วนขยายจะแล้วเสร็จในไตรมาส 4’2553
สำหรับโรงงานลำพูนและอยุธยาในส่วนขยายคาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 4’2553
นี้ซึ่งจะสนับสนุนต่อการเติบโตในปี 2554 ขณะที่เจียซิงมีการเพิ่มพื้นที่เพื่อรองรับความต้องการ
ในปีหน้าเช่นกัน ทางฝ่ายคาดหมายยอดขายปี 2553 เพิ่มเป็น 609 ล้านเหรียญเพิ่มขึ้น 15%
เทียบ YoY (สมมติฐานค่าเงินบาท 32 บาท/ดอลลาร์) และจากเงินบาทที่แข็งค่ายังเป็นปัจจัย
กดดันต่ออัตรากำไรให้ลดลง ประมาณการกำไรสุทธิ 2,875 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 9% เทียบ YoY

ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น “ซื้อ”
ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายบน P/E เพียง 8.8 เท่าในปี 2553 และเหลือเพียง 7.7 เท่า
ในปี 2554 ค่อนข้างต่ำหากเทียบกับหุ้นขนาดใหญ่อย่าง DELTA ที่ปัจจุบันซื้อขายบน P/E 10
เท่าในปี 2553 และเหลือเพียง 9.4 เท่าในปี 2554 ทางฝ่ายยังมีมุมมองเป็นบวกต่อผลการ
ดำเนินงานของ HANA ว่ามีทิศทางที่ดีขึ้นทำให้ทางฝ่ายปรับเพิ่มคำแนะนำจาก “ถือ” เป็น “ซื้อ”
ปรับราคาเหมาะสมปี 2553 จาก 28 บาทเพิ่มเป็น 34.75 บาทในปี 2554 อิงบน P/E 10 เท่า



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 20/08/10 เวลา 9:09:33

บล.ซิกโก้ : ITD แนะนำ ”ซื้อเก็งกำไร” ราคาเป้าหมายที่ 3.60 บาท

2Q10A ขาดทุนสุทธิ 256 ลบ. ขาดทุนเพิ่มขึ้น 639.4% YoY และ 234.8% QoQ
ผลประกอบการใน 2Q10A (Chart 1) ยังออกมาไม่ดี โดยรายได้ทรงตัวเมื่อ
เทียบกับไตรมาสก่อน แม้ว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะเพิ่มขึ้นมาที่ 10.4% จากไตรมาสก่อนที่ 9.4%
ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี แต่ด้วยภาระทางการเงินที่สูง รวมถึงขาดทุนจากรายการพิเศษ ทำให้โดยรวม
แล้วยังคงมีผลขาดทุนอยู่ อย่างไรก็ตามเรายังคงประมาณการรายได้ใน FY10E ไว้ที่เดิม แต่มี
การปรับเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นขึ้นที่ 8% แต่ปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้นที่
6% ของยอดขายด้วยเช่นกัน คาดการณ์ผลประกบการใน FY10E เพิ่มขึ้น 129.9% YoY (พลิก
จากขาดทุน 1,774 ลบ. เป็นกำไรที่ 530 ลบ.) เพื่อให้สอดคล้องกับผลประกอบการที่เกิดขึ้น และ
ยังคงคำแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ITD ที่ราคาเป้าหมาย 3.60 บาท

คาด Backlog ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 5.3 หมื่นลบ. และมีแนวโน้มว่าจะได้งานรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน
แทน CK
คาดการณ์ Backlog ในมือหลัง 2Q10A อยู่ที่ 5.3 หมื่นลบ. (ยังไม่รวมของ ITD
Cem และ PT Thailindo อยู่ที่ 4.5 หมื่นลบ.) ถ้าดูเฉพาะของ ITD จะเห็นว่า Backlog เพียง
พอที่จะรับรู้เป็นรายได้ประมาณ 1 ปีเท่านั้น จึงมีความจำเป็นที่ ITD จะต้องเร่งหางานก่อสร้าง
ขนาดใหญ่เข้ามา ซึ่งล่าสุดมีแนวโน้มที่จะได้งานรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ในสัญญาที่ 1 มูลค่า 1.07
หมื่นลบ. หลังจากที่ปรึกษาตรวจสอบพบว่ามีการคำนวณราคาก่อสร้างผิดไป 60 ลบ. ส่งผลให้
ITD เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุดแทนที่ CK ล่าสุดทาง ร.ฟ.ม. เปิดเผยว่าจะตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา
เพื่อตรวจสอบกฎระเบียบต่างๆ ที่จะให้ ITD เข้ามารับงานในสัญญาที่ 1 แทน นอกจากนั้นแล้ว
ITD ยังเป็นตัวเต็งที่จะได้งานรถไฟชานเมืองสายสีแดงที่คาดว่าจะรู้ผลการประมูลภายในสิ้นปีนี้
และรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม และเขียวอ่อนที่จะเปิดขายซองสิ้นปีนี้เช่นกัน

แนะนำ ”ซื้อเก็งกำไร” ราคาเป้าหมายที่ 3.60 บาท
SSEC แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ITD ราคาเป้าหมายในปี 2011 ที่ 3.60 บาท คิด
เป็น PBV ที่ระดับ 1.3 เท่า ซึ่งต่ำกว่าคู่แข่งอย่าง STEC และ CK ที่ซื้อขายกันอยู่ที่ PBV
ประมาณ 2 เท่า ค่อนข้างมาก โดยเรามองว่าจะมีแรงซื้อเก็งกำไรในหุ้น ITD ในฐานะผู้รับเหมา
เบอร์หนึ่ง เมื่อมีข่าวดีในเรื่องการลงทุนของภาครัฐเข้ามา แต่เรายังคงกังวลต่อฐานะการเงิน และ
ประสิทธิภาพในการบริหารงานก่อสร้างรวมถึงยังมีความเสี่ยงที่บริษัทจะกลับมาขาดทุนสุทธิในปี
FY10E อีกครั้ง



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 20/08/10 เวลา 9:04:29

บล.กิมเอ็ง : SVI แนะนำซื้อเมื่ออ่อนตัว

บล.กิมเอ็ง : SVI แนะนำซื้อเมื่ออ่อนตัว ปรับราคาเป้าหมายลงจาก 3.25 บาท
เป็น 3.18 บาท

ปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบยืดเยื้อถึงไตรมาส 3/53
ปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบซึ่งยาวนานกว่าคาดมีโอกาสทำให้ กำไรอ่อนตัวลง
ในไตรมาส 3/53 ก่อนจะฟื้นตัวในไตรมาส 4/53 และกลับมาเติบโตโดดเด่นในปีหน้า
การปรับลดประมาณการกำไรทำให้เราปรับราคาเป้าหมายลงจาก 3.25 บาทเป็น
3.18 บาท (อ้างอิง P/E ปี 2554 ที่ 8 เท่า) และปรับลดคำแนะนำจาก ซื้อ เป็น ซื้อเมื่อ
อ่อนตัว ด้านเงินปันผลหลังจากจ่าย 0.1 บาท/หุ้นสำหรับไตรมาส 1 ไปแล้ว คาดว่า
บริษัทจะจ่ายเงินปันผลอีก 0.15 บาท/หุ้นหลังประกาศงบการเงินปี 2553

แรงกดดันหนักจากปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ
เนื่องจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ฟื้นตัวและโตเร็ว มาก ทำให้มีปัญหา
ขาดแคลนวัตถุดิบโดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ IC ซึ่งผู้ที่สามารถจัดหาวัตถุดิบ
ได้คือบริษัทใหญ่ที่สั่งของล๊อตใหญ่โดยเฉพาะ บริษัทในกลุ่ม consumer
electronics คอมพิวเตอร์ และโทรคมนาคม สำหรับ SVI ซึ่งเป็นบริษัทเล็กและมี
ลูกค้าหลักอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม (industrial) ประสบปัญหาในการหาวัตถุดิบมา
ตั้งแต่ช่วงต้นปีและยังต่อเนื่องมาจนถึงไตรมาส 3/53 ทำให้ไม่สามารถผลิตสินค้าได้
ตามที่ลูกค้าต้องการ นอกจากนี้ทีมจัดซื้อวัตถุดิบของ SVI ถูกซื้อตัวไปในช่วงไตร
มาส 2 ด้วย ปัจจุบันได้สร้างทีมใหม่แล้ว

แก้ปัญหาโดยตั้งสำนักงานซื้อวัตถุดิบในไต้หวัน
เนื่องจากการจัดหาวัตถุดิบในไต้หวัน จะทำได้ดีกว่าและได้ราคาดีกว่าการ
จัดซื้อจากในประเทศไทยมาก SVI จึงจัดตั้งสำนักงานจัดซื้อในไต้หวัน และจะทยอย
โอนหน้าที่การจัดหาวัตถุดิบไปที่นั่น คาดว่าจะส่งผลประโยชน์ชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส
2/54 เป็นต้นไป โดยผู้บริหาร SVI คาดว่าจะช่วยเพิ่มอัตรากำไรถึง 3-4%

อัตรากำไรถูกกดดันในไตรมาส 2 และต่อเนื่องมาในไตรมาส 3/53
การแข็งค่าของเงินบาท บวกกับปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ ทำให้กดดันอัตรา
กำไรอย่างมาก เพราะการรอวัตถุดิบบางชิ้นทำให้ระยะเวลาการผลิตยาวขึ้น ต้นทุน
วัตถุดิบที่ซื้อเมื่อเงินบาทอ่อนกับการขายสินค้าเมื่อเงินบาทแข็งทำ ให้อัตรากำไรขั้น
ต้นลดลงเหลือ 10.1% ในไตรมาส 2/53 จาก 12.1% ในไตรมาสก่อนหน้าและ 12.7%
ในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบยังคงมีต่อเนื่องและกดดัน
อัตรากำไรในไตรมาส 3/53 ด้วยสาเหตุนี้อีกทั้งไม่มีรายได้จากบริการอื่นที่มากกว่า
ปกติดังในไตรมาส ก่อนหน้าเราจึงคาดว่ากำไรไตรมาส 3/53 จะปรับตัวลง qoq ก่อนที่
จะฟื้นตัวในไตรมาส 4/53 ด้วยปัญหาวัตถุดิบที่คาดว่าจะคลี่คลายลงลงระดับหนึ่ง

ปรับลดประมาณการกำไรแต่ยังคาดว่ากำไรจะโตแข็งแกร่ง ในปีหน้า
ปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบที่ยืดเยื้อทำให้เราต้องปรับลดประมาณการกำไร
ปกติปี 2553 ลง 8% (โดยการปรับยอดขายลง 3% และปรับอัตรากำไรจากการดำเนิน
งานลงจาก 8.5% เป็น 7.4%) เป็น 628 ล้านบาทหรือ 0.35 บาท/หุ้น (fully-diluted)
หรือโต 10% จากปีที่แล้ว แต่สำหรับปีหน้านั้นคาดว่ากำไรจะกลับมาเติบโตโดดเด่นใน
อัตรา 24% เป็น 777 ล้านบาทหรือ 0.40 บาท/หุ้น จาก 1) สำนักงานจัดหาวัตถุดิบที่
ไต้หวันจะช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบ 2) แนวโน้มกลุ่มอุตสาหกรรม (industrial) ขยาย
ตัวอย่างมั่นคง 3) การขยายธุรกิจในกลุ่มเครื่องมือแพทย์คาดว่าลูกค้ารายใหม่ที่สั่งซื้อ
สินค้า ราว 6 ล้าน US$ ในปีนี้จะเพิ่มเป็น 40 ล้าน US$ ในปีหน้า) 4) มีโรงงานใหม่
SVI-3 (จะเริ่มการผลิตในไตรมาส 3/53) รองรับ





เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 20/08/10 เวลา 9:03:07

บล.ซิกโก้ : BIGC แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม FY11E เท่ากับ 71.00 บาท

บล.ซิกโก้ : BIGC แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม FY11E เท่ากับ 71.00 บาท

คืบหน้าของการรับชดเชยเงินประกันจากสาขาราชดำริ
ความคืบหน้าของการรับชดเชยเงินประกันจากสาขาราชดำริ โดย BIGC มีการทำ
ประกันไว้กับบริษัทประกันในฝรั่งเศษ (AXA France) และไทย ซึ่งทำให้ได้รับการชดเชย
ทั้งหมดจาก 2 บริษัท ในสัดส่ความคืบหน้าของการรับชดเชยเงินประกันจากสาขาราชดำริ โดย
BIGC มีการทำประกันไว้กับบริษัทประกันในฝรั่งเศษ (AXA France) และไทย ซึ่งทำให้ได้รับ
การชดเชยทั้งหมดจาก 2 บริษัท ในสัดส่วน 70% และ 30% ขณะที่ มีการบันทึกค่าชดเชยใน
ส่วนของ Business Interruption เข้ามาแล้วตั้งแต่ 2Q10A (ใน Other Income) ซึ่งนับระยะ
เวลาตั้งแต่ที่สาขาถูกไฟไหม้สำหรับใน 3Q10E คาดจะบันทึกเพิ่มขึ้นจากการรับรู้ได้เต็มไตร
มาส (เป็นระยะเวลาไม่เกิน 18 เดือนหลังจากสาขาถูกไฟไหม้) อย่างไรก็ดี สำหรับการรับรู้เงิน
ประกันชดเชยที่เกิดขึ้น เป็นเพียงการตั้งสำรองไว้ก่อนที่จะรับรู้เงินสดเข้ามา ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็
ต่อเมื่อมีการเปิดดำเนินงานของสาขาแล้วใน FY11E ทั้งนี้ จะส่งผลทำให้กระแสเงินสดใน
FY11E สูงขึ้นมาก

การเปิดสาขาใน FY10E อย่างน้อย 3 สาขา
การเปิดสาขาใน FY10E อย่างน้อย 3 สาขา ซึ่งจะมีรูปแบบของ Small Format คือ
Big C Junior เข้ามาทดลองตลาด 1 สาขา (ที่สระบุรี) ขณะที่การเปิด Big C ในรูปแบบ Hyper
Market อีก 2 สาขาใน 4Q10E แต่อย่างไรก็ดี หากศักยภาพของเศรษฐกิจมีการเติบโตโดดเด่น
มาก กอปรกับความพร้อมของ Big C อาจทำให้สามารถเห็น Hyper Market สาขาที่ 3 ใน
FY10E ได้ ทั้งนี้ Big C ยังคงแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่องที่ 3-4 สาขาต่อปี กอปรกับกลยุทธ์
การเพิ่มรูปแบบสามารถที่เป็น Small Format ที่หลากหลายขึ้น จะช่วยทำให้เกิด Economy
of Scale

คาดผลประกอบการ 2H10E ยังคงเติบโต
คาดผลประกอบการ 2H10E ยังคงเติบโต จากกลยุทธ์หลัก คือการทำโปรโมชั่น เพื่อ
กระตุ้นยอดขาย และมีการเลื่อนจัดกิจกรรม Anniversary มาในเดือนก.ค.จากเดิมที่เคยจัดใน
เดือนมิ.ย. กอปรกับการเปิดตัวสินค้าใหม่ในรูปแบบของ Premium Segments คาดจะช่วยทำ
ให้ Margin ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ การทำ Cost Saving เกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดการ
ด้าน Logistic ให้มีต้นทุนที่เหมาะสม นอกจากนี้ Big C จะยังพัฒนาการทำ Brand Loyalty
อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งของฐานลูกค้า และใช้เป็นฐานในการทำการตลาดที่มี
ประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งปัจจุบัน Big C มีจำนวนสมาชิกบัตร BIG CARD ที่ 4.6 ล้านใบ โดยเป็น
สัดส่วนของลูกค้าที่ใช้จ่ายกับ Big C เป็นประจำถึง 50%

FY10E กระแสเงินสดเยอะ...ลุ้นจ่ายปันผล 2.10 บาท/หุ้น
BIGC ยังคงนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 30% แต่เนื่องจากประวัติการจ่าย
ปันผลที่ผ่านมาสูงถึง 50% ขณะที่ ผลจากจากการขยายสาขาใน FY09A ที่มีเพียง 1 สาขา ทำ
ให้กระแสเงินสดใน FY10E มีค่อนข้างสูง กอปรกับคาดใน FY11E กระแสเงินจะเพิ่มขึ้นจากค่า
ชดเชยความเสียหายของสาขาราชดำริ ทำให้ SSEC คาดเงินปันผลจ่ายใน FY10E ของ
BIGC เท่ากับ 2.10 บาท หรือคิดเป็น Dividend P ayout Ratio ที่ 54.8%

แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม FY11E เท่ากับ 71.00 บาท
SSEC ประมาณการณ์ราคาเหมาะสม FY11E เท่ากับ 71.00 บาท (อิง
Prospective PER ที่ 15 เท่า) ซึ่งส่วนหนึ่งมองว่า เป็นผลมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และ
จำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้น ทำให้ยอดขายเติบโตต่อเนื่อง กอปรกับการนำ Technology และ Tool
เข้ามาควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ คาดจะมีปัจจัยบวกจากการบันทึกกำไรส่วนเพิ่ม
ของสาขาที่ราชดำริ ซึ่งจะเป็นผลให้กระแสเงินสดมีสูงมาก ทั้งนี้ ราคาหุ้นปัจจุบันเทียบกับราคา
เหมาะสมมี Upside Gain ถึง 29.1% แนะนำ “ซื้อ”



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 20/08/10 เวลา 9:01:17

บล.กิมเอ็ง : BIGC แนะนำซื้อ ปรับราคาเป้าหมายเป็น 62 บาท

บล.กิมเอ็ง : BIGC แนะนำซื้อ ปรับราคาเป้าหมายเป็น 62 บาท

ผลประกอบการยังดีแม้เกิดความเสีย หายที่สาขาราชดำริ
กำไรไตรมาส 2/53 เพิ่มขึ้น 16% yoy เป็น 686 ล้านบาทแม้มีการปิดสาขาราช
ดำริ โดยมีการบันทึกความเสียหายและค่าชดเชยจากประกันภัยแล้วขณะที่ยอดขาย
ต่อสาขา เพิ่มขึ้น 3% ผลประกอบการในครึ่งปีหลังยังมีแนวโน้มดีต่อเนื่องจากการฟื้น
ตัวของการอุปโภค บริโภคและการขยายสาขาในหลายรูปแบบ เราปรับเพิ่มราคาเป้า
หมายจากวิธีคิดลดกระแสเงินสดเป็น 62 บาท ปรับคำแนะนำจาก ซื้อเมื่ออ่อนตัว
เป็น ซื้อ

กำไรเพิ่ม 16% yoy แม้เกิดความเสียหายที่สาขาราชดำริ
แม้จะเกิดความไม่สงบทางการเมืองทำให้ BIGC สาขาราชดำริต้องปิดสาขา
ตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย. และถูกไฟไหม้เมื่อวันที่ 19 พ.ค. แต่กำไรสุทธิไตรมาส 2/53
ของบริษัทยังเติบโต 16% yoy เป็น 686 ล้านบาทเนื่องจากมีการบันทึกความเสียหาย
และรายได้จากการชดเชยจากประกันภัย รวม 371 ล้านบาท (สินทรัพย์ 276 ล้าน
บาท และ สินค้า 95 ล้านบาท) รวมทั้งมีการบันทึกรายได้ชดเชยความเสียหายจาก
ธุรกิจหยุดชะงัก 42 ล้านบาท (บันทึกในรายได้อื่น) ขณะที่ยอดขายต่อสาขา (Same-
store-sales) ซึ่งไม่รวมสาขาราชดำริ เติบโต 3% จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการ
แข่งขันฟุตบอลโลกซึ่งส่งผลให้สินค้าเครื่อง ใช้ไฟฟ้าเติบโตดี ส่วนสินค้าประเภท
อาหารก็ยังเติบโตในเกณฑ์ดี นอกจากนั้นยังมีการเปิดสาขาใหม่ที่มหาชัยเมื่อต้น
เดือน เม.ย. รายได้ค่าเช่ายังเพิ่มขึ้นแม้ปิดสาขาราชดำริ ทั้งนี้เนื่องจากอัตราเข้าเช่าที่
ยังสูงและการปรับค่าเช่าประจำปี ส่วนดอกเบี้ยจ่ายลดลงมากจาก 30 ล้านบาทเหลือ
เพียง 5 แสนบาทจากหนี้สินที่ลดลง โดย BIGC มีฐานะการเงินเป็นเงินสดสุทธิ (Net
cash)

ผลประกอบการยังอยู่ในเกณฑ์ดีต่อ เนื่อง
แนวโน้มในครึ่งปีหลังผลประกอบการยังอยู่ในเกณฑ์ดี จากการฟื้นตัวของ
ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและการจับจ่ายใช้สอย BIGC จะมีการเปิดสาขา 2-3 แห่งใน
ไตรมาส 4/53 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการเปิดสาขาปีละ 4 แห่งควบคู่ไปกับการมี
พื้นที่ให้เช่าซึ่งช่วยให้มีรายได้สม่ำเสมอและช่วย เสริมอัตรากำไร ขณะที่บริษัทยังมี
การเปิดสาขาในรูปแบบที่แตกต่างไปโดยมีพื้นที่ขายขนาดเล็ก ลง ได้แก่ Mini BigC
ซึ่งเป็นร้านสะดวกซื้อ เน้นขายสินค้าประเภทอาหาร (สัดส่วน 90%) มีพื้นที่ขาย 160
ตารางเมตร โดยคาดว่าจะเพิ่มจำนวนจาก 11 เป็น 15 สาขาในปีนี้ ส่วน BigC Junior มี
ลักษณะเหมือน BigC แต่มีพื้นที่ขายเพียง 2,000 ตารางเมตร มีสินค้าประเภทอาหาร
80% สาขาแรกเพิ่งเปิดที่สระบุรี บริษัทคาดว่าจะมีสาขา 2 แห่งในปีนี้ การมีสาขา
หลากหลายรูปแบบทำให้บริษัทสามารถเพิ่มยอดขายในหลายช่องทางและเปิด
สาขาในพื้นที่ที่สาขาขนาดใหญ่ไม่ สามารถเปิดได้ BIGC ไม่ได้มุ่งเน้นเพิ่มอัตรากำไร
แต่เน้นเพิ่มเม็ดเงินกำไรด้วยการส่งเสริมการ ขายอย่างต่อเนื่องพร้อมกับเพิ่มสัดส่วน
ยอดขายสินค้า Private label จาก 3% เป็น 4-5% ในปีนี้เพื่อช่วยรักษาอัตรากำไร

ปรับราคาเป้าหมายเป็น 62 บาท
บริษัทคาดว่าการซ่อมแซมและปรับปรุงสาขาราชดำริจะเสร็จและเปิดได้ใน
ไตรมาส 1/54 แต่จะมีการบันทึกรายได้ชดเชยจากธุรกิจหยุดชะงักต่อไปจนกว่าธุรกิจ
จะกลับมา สู่ระดับปกติก่อนเหตุเพลิงไหม้แต่ต้องไม่เกิน 18 เดือนนับจาก 19 พ.ค. 53
ซึ่งเราประเมินว่าค่าชดเชยจะอยู่ที่ประมาณ 90 ล้านบาทต่อไตรมาส อีกทั้งอาจมีการ
บันทึกกำไรจากสินไหมประกันภัยด้วย เรายังไม่ได้รวมค่าชดเชยและกำไรเข้าใน
ประมาณการปัจจุบัน อย่างไรก็ดีเราปรับราคาเป้าหมายเป็นปีหน้าทำให้ราคาเหมาะ
สมจากวิธีคิดลด กระแสเงินสดปรับขึ้นเป็น 62 บาท เราจึงปรับคำแนะนำจาก ซื้อเมื่อ
อ่อนตัว เป็น ซื้อ





เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 20/08/10 เวลา 8:51:14

กูรู แนะหุ้นเด่นวันนี้ BIGC ราคายังขึ้นน้อยกว่ากลุ่ม-SET แนะนำ “ซื้อสะสม”

กูรู แนะหุ้นเด่นวันนี้ BIGC ราคายังขึ้นน้อยกว่ากลุ่ม-SET แนะนำ “ซื้อสะสม”
ราคาเป้าหมายเฉลี่ย 59.52 บาท -รับ 55 บาท -ต้าน 60 บาท

บทวิเคราะห์หลักทรัพย์จาก บล.ธนชาต เปิดเผยว่า สิ้นสุดการรายงานผล
ประกอบการและบริษัทหลายแห่งมีกำไรดีกว่าที่ โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีกซึ่งแทบจะ
ไม่ได้รับผลกระทบจากการเมือง ยอดขายสาขาเดิม (Same Store Sale) ยังขยายตัว
เฉลี่ย 2% q-q
อย่างไรก็ดี ราคาหุ้นหลายตัวในกลุ่มฯปรับขึ้นไปรับข่าวบวกไปบ้าง แต่
BIGC ยังเพิ่มขึ้นเพียง 1% MTD เทียบ SET ที่เพิ่มขึ้น 4% MTD ความน่าสนใจของ
BIGC คือ 1) แม้ต้องปิดสาขาราชดำริแต่กำไรสุทธิ Q2 ไม่ลดลง เพราะมีเงินชดเชย
ค่าสูญเสียโอกาสทางธุรกิจให้ 2) BIGC มีแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง แต่เจาะกลุ่ม
ลูกค้าในชุมชุนต่างจังหวัดมากขึ้น 3) ปีหน้ามีโอกาสบันทึกกำไรทางบัญชีจากส่วน
ต่างค่าก่อสร้างใหม่ของสาขาราชดำริกับมูลค่าทางบัญชี ทำให้มีความเป็นไปได้ที่มี
โอกาสเห็นการปรับกำไรปีหน้าเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ราคาเป้าหมายจะต้องถูกปรับขึ้น
(ราคาเป้าหมาย Consensus เฉลี่ยที่ 59.52 บาท / แนวรับ 55 บาท แนวต้าน 60
บาท)




เรียบเรียง โดย พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน
อนุมัติ โดย ดวงสุรีย์ วายุบุตร์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 20/08/10 เวลา 9:17:37


วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ได้ที่นี่





ที่ตั้ง 87/2 อาคาร ซีอาร์ซีทาวเวอร์ ชั้น18,39

ออลซีซั่นส์เพลส ถ.วิทยุ ลุมพินี ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330


เปิดบัญชีไม่มีขั้นต่ำ ไม่มีค่าดูแลบัญชี ได้รับข่าวสารทุกเช้าฟรี ทั้งอีเมลล์ และโทรศัพท์ แจ้งข่าวตลาดหลักทรัพย์สำคัญ และเหตุการณ์สำคัญ


1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน พร้อมรับรองสำเนา (3ใบ) เปิดบัญชี 1 หักบัญชี 1 รับเงินปันผล ค่าซื้อขาย 1
2. สำเนาทะเบียนบ้าน (1ใบ)เปิดบัญชี 1
3. สำเนา หน้าบุ๊ก(ใช้หักบัญชี และ รับเงินปันผล) (3ใบ) สำหรับส่งธนาคารหักบัญชี 2 รับเงินปันผล 1
4. สเตทเมนท์ ย้อนหลัง 3 เดือน พร้อมหน้าบุ๊ก พร้อมรับรองสำเนา (ใช้คำนวนวงเงิน) 1ชุด
(เอกสารทุกแผ่นเซ็นต์เซ็นรับรองสำเนาด้วยนะครับ)
..................................................................................................
ข้อมูลจำเป็นหลังเปิดบัญชีครับ
ชื่อบัญชี บริษัทหลักทรัพย์ฟาร์อีสท์ จำกัด เพื่อลูกค้า
SCB สาขา ถ.วิทยุ TYPE CA เลขที่ 049-3-12279-6
KBANK สาขา ถ.วิทยุ TYPE CA เลขที่ 709-1-03500-0
BBL สำนักงานใหญ่ TYPE CA เลขที่ 101-3-35318-8
UOB สาขาย่อย ถ.วิทยุ TYPE CA เลขที่ 091-1-00979-3
BAY สาขา เพลินจิต TYPE CA เลขที่ 001-0-15711-0
KTB สาขา นานาเหนือ TYPE CA เลขที่ 000-6-12060-1
SCIB สาขา ALL SEASON TYPE CA เลขที่ 186-1-00025-0
TMB สาขา ซ.หลังสวน TYPE CA เลขที่ 171-1-01557-6
TBANK สำนักต้นสน TYPE CA เลขที่ 001-3-00916-6


บริการATSเวลาตัดเงินลูกค้า 15.30 น. เวลาโอนเงินให้ลูกค้า 10.30 น.
ติดต่อมาร์เก็ตติ้ง
นายธีรธร มะกุล
MSN : one_fine_spring@hotmail.com , Email : teeratorn.m@fes.co.th
โทร 085 - 334 - 8209
โทร 02-687-1259
FAX : 02-648-1025
http://facebook.com/diosiam
http://twitter.com/oaktrade
http://www.nipnetwork.com/
http://www.nip12.com/
http://www.tamtor.net/


Link ข้อมูลหุ้น
http://www.gloryskygroup.com/futures/home.aspx?lang=en ใช้ดูข้อมูล ตลาดหุ้น ฟิวเจอร์ ที่สำคัญๆ แบบเรียลไทม์ ทันใจ
http://www.doohoon.com/ เว็บบอร์ดเกี่ยวกับหุ้น รวม link เกี่ยวกับหุ้น ครบถ้วน
http://www.settrade.com/ เซ็ตเทรด
http://www.set.or.th/ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
http://www.sec.or.th/ กลต. ใช้หาข้อมูลบริษัท งบการเงินแบบละเอียด 56-1
http://capital.sec.or.th/webapp/corp_fin2/cgi-bin/find56.php ใช้หาข้อมูลบริษัท งบการเงินแบบละเอียด 56-1 ดาวน์โหลดงบการเงินทุกไตรมาศ ข้อมูลทุกอย่างของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์
http://www.nip12.com/ เว็บบอร์ดหุ้นเด็กนิบ(New investors program)