วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553

บล.ฟิลลิป : PTT แนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 320 บาท

บล.ฟิลลิป : PTT แนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 320 บาท

บริษัทปรับเพิ่มประมาณการก๊าซผ่านท่อเพิ่มขึ้นเป็น 14%
ใน 1H53 บริษัทมีปริมาณขายก๊าซผ่านท่อเท่ากับ 3,928 mmcfd เติบโตสูง 14.1%
YoY โดย EGAT เป็นผู้ใช้ก๊าซสูงสุดที่ 34% จากยอดรวม และมีอัตราการใช้เพิ่มขึ้น 18.8%
YoY เนื่องจากภาวะอากาศที่ร้อนทำให้การใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และ NGV มีอัตราการเพิ่มสูง สุดที่
38.5%YoY เนื่องจากเป็นฐานที่ต่ำและเป็นช่วงส่งเสริมให้เป็นพลังงานทางเลือก โดยขายราคา
ที่ 8.50 บาทต่อกิโลกรัม ต่ำกว่าต้นทุน และรัฐบาลใช้เงินกองทุนน้ำมัน อุดหนุน 2 บาท/กิโลกรัม
ถึง 28 ก.พ.2554 แต่ถ้าเทียบเป็นสัดส่วนต่อยอดรวมยังต่ำสุด เพียง 4% สำหรับลูกค้ากลุ่ม
อุตสาหกรรมเติบโตสูงเป็นอันดับ 2 เพิ่มขึ้น 24.7% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ ที่ฟื้นตัว ทำให้
โรงงานส่วนใหญ่ใช้กำลังการผลิตสูงขึ้นจากคำสั่งซื้อที่เพิ่มเข้ามา ซึ่งจากความต้องการใช้
ก๊าซธรรมชาติที่เติบโตแข็งแกร่งมากใน 1H53 และคาดว่าแนวโน้ม 2H53 ความต้องการใช้
ก๊าซยังแข็งแกร่งต่อเนื่อง และการใช้ก๊าซของโรงแยกก๊าซจะเพิ่มขึ้นหลังจากโรงอีเทนเริ่มผลิต
เชิงพาณิชย์เมื่อ 1 ก.ค.53 ดังนั้นบริษัทจึงได้ปรับ เพิ่มคาดการณ์อัตราการเติบโตของความต้อง
การใช้ก๊าซธรรมชาติในปี 2553 เพิ่มขึ้นเป็น 14% แม้ว่า GSP 6 จะไม่ได้เริ่มดำเนินการจาก
เดิมที่คาดว่าจะเติบโต 5-10%

GSP 6 รอประกาศวันที่ 23 ส.ค. และทำตามม.67(2) คู่ขนานไปด้วย
บริษัทได้ทำ EHIA ของโครงการ GSP 6 คู่ขนานไปด้วยระหว่างที่รอประกาศประเภท
กิจการต้องห้ามจากกระทรวงทรัพยากร โดยบริษัทอยู่ระหว่างจัดทำรายงาน EHIA ซึ่งคาดว่าจะ
เสร็จและเข้าสู่ขั้นตอน Public Review ใน 4Q53 แต่อย่างไรก็ตามจากข่าวที่ออก มาว่าในวันที่
23 ส.ค. รัฐบาลจะให้ความชัดเจนสำหรับการแก้ไขปัญหามาบตาพุด โดยหลายฝ่ายคาดการณ์ว่า
มีความเป็นไปได้ว่าจะประกาศประเภท กิจการที่ต้องปฏิบัติตามม.67(2) ซึ่งถ้าเป็นไปตาม ตลาด
คาดการณ์และประเภทกิจการที่จะประกาศ เป็นไปตามร่างของคุณอานันท์ ปันยารชุน และ
คณะกรรมการ 4 ฝ่าย โรงแยกก๊าซจะไม่ติดอยู่ในกลุ่ม ซึ่งจะทำให้ข้อกังวลของหุ้น PTT หมดไป
และขั้นตอนต่อไปคือบริษัทกฎเกณฑ์อ้างอิงไป ขอใบอนุญาติเดินเครื่องกับกระทรวง อุตสาหกรรม
และยื่นอนุญาติต่อศาล

แนวโน้ม 2H53 กำไรยังมาจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก
คาดกำไรใน 2Q53 ที่ 16,685 ล้านบาท จะเป็นงวดต่ำสุดของปี และแนวโน้มใน
2H53 กำไรจะมาจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติเป็นหลักจากความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติที่ยังแข็ง
แกร่งและโรงแยกก๊าซจะมีปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น แต่อัตรากำไรคาดว่าจะอ่อนตัวลงตามราคา
ผผลิตภัณฑ์ สายโอเลฟินส์จากอุปทานที่เพิ่มเข้ามา สำหรับส่วนแบ่งกำไรของบ.ร่วม แนวโน้มค่า
การกลั่นฟื้นตัวแต่ถูกกดดันจากธุรกิจปิโตรเคมีที่แย่ลง ซึ่งโดยรวมแล้วคาดว่าจะฟื้นตัวได้แค่
QoQ แต่เทียบ YoY ลดลง

คาดเงินปันผลระหว่างกาลที่ 4.50 บาทต่อหุ้น และปัจจัยลบจากมาบตาพุดใกล้จบลง
ราคาหุ้น PTT ปรับขึ้นน้อยกว่าตลาดมาก ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 6% ในขณะ
ที่ SET เพิ่มขึ้น 16.4% จากปัจจัยต่างๆ และความไม่ชัดเจนกดดันราคาหุ้นเช่น มาบตาพุด,
ราคาขาย LPG,NGV ที่ถูกควบคุม แต่อย่างไรก็ตามทางฝ่ายคาดปัญหามาบตาพุดใกล้จะจบ
แล้วไม่ว่าจะด้วยประกาศของกระทรวงทรัพยากร หรือการทำตามม.67(2) ที่บริษัทดำเนินการคู่
ขนานไป ดังนั้นทางฝ่ายแนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 320 บาท และคาดบริษัทจะจ่ายเงินปันผล
ระหว่างกาลที่ 4.50 บาท



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 20/08/10 เวลา 9:25:27

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น